xs
xsm
sm
md
lg

สภาพัฒน์มั่นใจมาก โตโยต้าไม่ย้ายฐาน ไทยซัพพลายเชนรถแน่น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



สภาพัฒน์มั่นใจ “โตโยต้า–ค่ายรถญี่ปุ่น” ไม่ทิ้งไทย ชูซัพพลายเชนยานยนต์แข็งแกร่งจากการลงทุนยาวนานกว่า 30 ปี ย้ำการย้ายฐานไปอินโดนีเซียไม่ใช่เรื่องง่าย เชื่อไทยยังเป็นฐานผลิตที่มีประสิทธิภาพและพร้อมแข่งขันในภูมิภาค

นายดนุชากล่าวระหว่างการแถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญ แม้อินโดนีเซียจะพยายามชักชวนโตโยต้าให้เข้าไปเพิ่มการลงทุนในประเทศก็ตาม


ปัจจุบันโตโยต้ามีการลงทุนและผลิตรถยนต์บางประเภทในอินโดนีเซียอยู่แล้ว การที่อินโดนีเซียเดินหน้าดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งสำคัญของประเทศไทยคือความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับญี่ปุ่น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีการเข้ามาลงทุนและดำเนินกิจการภายในประเทศมาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี

การลงทุนดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีห่วงโซ่อุปทาน หรือซัพพลายเชน ที่ขยายตัวทั้งในแนวกว้างและแนวลึก ครอบคลุมตั้งแต่โรงงานประกอบรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ระบบขนส่ง แรงงานที่มีทักษะ ตลอดจนธุรกิจสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง

ด้วยเหตุนี้ การที่ผู้ผลิตรถยนต์จะย้ายฐานไปยังประเทศอื่นจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิทธิประโยชน์หรือขนาดตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ประเทศปลายทางมีซัพพลายเชน โครงสร้างพื้นฐาน และความพร้อมด้านการผลิตรองรับในระดับเดียวกับประเทศไทยหรือไม่

“ผมเชื่อว่าโตโยต้าหรือบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น คงคิดว่าประเทศไทยน่าจะเป็นฐานการผลิตที่ยังมีประสิทธิภาพอยู่” นายดนุชากล่าว

เลขาธิการสภาพัฒน์ยังกล่าวถึงแนวทางของกระทรวงการคลังในการออกมาตรการช่วยเหลืออุตสาหกรรมที่ลงทุนภายในประเทศ โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกด้านการนำเข้าชิ้นส่วนที่ไทยยังไม่สามารถผลิตเองได้ว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนให้การผลิตและการลงทุนภายในประเทศขยายตัวได้ดีขึ้น

ส่วนข้อกังวลว่าการลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนอาจทำให้รายได้ภาครัฐลดลงนั้น ปัจจุบันรายได้จากอากรนำเข้าสินค้าไม่ได้อยู่ในระดับสูงมากเหมือนในอดีต เนื่องจากประเทศไทยมีข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA และเงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศที่ทยอยลดอัตราภาษีลงไปมากแล้ว

ดังนั้น การพิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุนไม่ควรมองเฉพาะรายได้จากอากรนำเข้า แต่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งการรักษาและสร้างงาน การเพิ่มการส่งออก ตลอดจนมูลค่าเพิ่มที่จะเกิดขึ้นภายในประเทศ ซึ่งอาจสร้างประโยชน์ให้แก่เศรษฐกิจมากกว่ารายได้ภาษีที่สูญเสียไป


กระบะยังแชมป์ส่งออก

สำหรับทิศทางการส่งออกรถยนต์ นายดนุชายอมรับว่า การส่งออกรถยนต์นั่งมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ICE เนื่องจากหลายประเทศเริ่มกำหนดเงื่อนไขด้านการปล่อยคาร์บอนเข้มงวดขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี การส่งออกรถกระบะขนาดหนึ่งตัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสินค้าหลักของประเทศไทย ยังสามารถขยายตัวได้ สะท้อนว่าฐานการผลิตรถยนต์ไทยไม่ได้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันทั้งหมด แต่กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านของตลาดจากรถสันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า

โจทย์สำคัญของรัฐบาลจึงอยู่ที่การรักษาฐานการผลิตเดิม ควบคู่กับการดึงผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาตั้งโรงงานและสร้างซัพพลายเชนใหม่ภายในประเทศ เพื่อให้ไทยยังคงรักษาสถานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ได้ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากอินโดนีเซียและประเทศอื่นในภูมิภาค