xs
xsm
sm
md
lg

รวยไม่ไหวแล้วเว้ย! ไต้หวันแจกเงินหมื่น "ปันผล AI" ของขวัญเศรษฐกิจ หรือไพ่ใบสุดท้ายก่อนศึกเลือกตั้ง?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



"ไต้หวันรวยจาก AI แจกเงินประชาชนคนละหมื่น" ประโยคนี้กำลังถูกแชร์สนั่นทั่วโซเชียล ฟังดูเหมือนนิทานสอนใจเรื่องประเทศเล็ก ๆ ที่จับกระแส AI ได้ถูกจังหวะจนรวยเละ แจกเงินหน้าตาเฉย ฟังดูสวยหรูเหมือนโบรชัวร์โฆษณากองทุน แต่พอไล่เอกสารงบประมาณจริงของรัฐบาลไทเป ไล่คำแถลงของประธานาธิบดีทีละประโยค แล้วไปดูว่าใครกำลังด่าใครอยู่ในสภานิติบัญญัติไต้หวันตอนนี้ พบว่าเรื่องมันไม่ได้เรียบง่ายและสวยงามขนาดนั้น เพราะเบื้องหลังเงิน 10,000 เหรียญไต้หวัน (ราว 10,300-10,500 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน) ที่กำลังจะโอนเข้ากระเป๋าคนไต้หวันทุกคนต้นปีหน้า มีทั้งตัวเลขเศรษฐกิจที่แรงจนนักเศรษฐศาสตร์อึ้ง มีดราม่าการเมืองที่รัฐบาลด่าไอเดียนี้เองเมื่อไม่กี่เดือนก่อน แล้วกลับมาทำเองซะเอง ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจอะไร เพราะรอยบรรจบกันตรงกับปฏิทินเลือกตั้งครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึงพอดิบพอดี

จริงแค่ไหน เว่อร์แค่ไหน

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ 100% คือ ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ (William Lai) ประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2026 ว่า งบประมาณกลางปี 2027 ของไต้หวันจะบรรจุวงเงิน 235,700 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 7,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อแจกเงินสดคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันให้ประชาชนทุกคนแบบถ้วนหน้า โดยให้เหตุผลตรง ๆ ว่าเป็นการแบ่งปัน "ปันผลจาก AI" (AI dividend) ให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจที่กำลังโตแรง

แต่คำว่า "รวยจากAI" เพียว ๆ นั้นเป็นการสรุปแบบตัดตอน เพราะเบื้องหลังคือสูตรผสมของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กระจุกตัวหนักในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ บวกกับเกมการเมืองก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ บวกกับประวัติศาสตร์การแจกเงินที่ไต้หวันทำมาแล้วถึง 3 รอบในรอบ 4 ปี ไม่ใช่แจกครั้งแรกอย่างที่หลายคนเข้าใจ

ตัวเลขที่ทำให้ทั้งโลกต้องหันมามองเริ่มจากของจริงก่อน เพราะตัวเลขเศรษฐกิจไต้หวันตอนนี้ต้องยอมรับว่าโหดจริง

ตามข้อมูลของสำนักงานบัญชีกลางและสถิติไต้หวัน (DGBAS) ที่ประธานาธิบดีไล่นำมาแถลง จีดีพีไตรมาส 1 ปี 2026 ถูกปรับทบทวนขึ้นเป็น 15.43% ส่วนไตรมาส 2 อยู่ที่ 12.93% เท่ากับโตติดต่อกันสองหลักมาแล้ว 3 ไตรมาสรวด ตัวเลขครึ่งปีแรกโต 14.15% ซึ่งเป็นสถิติครึ่งปีแรกที่ดีที่สุดในรอบ 50 ปี ส่งผลให้รัฐบาลปรับพยากรณ์จีดีพีทั้งปีขึ้นจาก 9.64% เป็น 11.05% ซึ่งจะเป็นตัวเลขการเติบโตที่สูงที่สุดในรอบ 39 ปีของไต้หวัน

หัวใจของความแรงนี้คือบริษัทเดียว นั่นคือ TSMC (Taiwan Semiconductor Manufacturing Co.) ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลกและซัพพลายเออร์หลักให้ Nvidia และ Apple

ตัวเลขรายได้ของ TSMC ในปี 2026 พูดแทนทุกอย่าง รายได้ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โตขึ้น 35.6% จากปีก่อน เดือนกรกฎาคมเดือนเดียวโตถึง 44.7% จนบริษัทต้องปรับเป้ารายได้ทั้งปีขึ้นเป็นโตกว่า 40% ในหน่วยดอลลาร์สหรัฐ ธุรกิจกลุ่มคอมพิวติ้งสมรรถนะสูง (HPC) ซึ่งเป็นที่มาของรายได้จากชิป AI คิดเป็นสัดส่วนถึง 66% ของรายได้ทั้งหมดในไตรมาส 2 กำไรสุทธิไตรมาสเดียวพุ่ง 77.4% ทุบสถิติสูงสุดใหม่

TSMC ยังประกาศเพิ่มงบลงทุน (capex) ปี 2026 เป็น 60,000-64,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทุ่มเงินเพิ่มอีก 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้โรงงานที่รัฐแอริโซนา สหรัฐฯ สะท้อนว่าดีมานด์ชิป AI ไม่ใช่กระแสชั่วครู่ แต่เป็นแรงส่งระยะยาว

นี่คือแหล่งที่มาที่แท้จริงของ "ความรวย" ที่ทำให้รัฐบาลไทเปมีรายได้ส่วนกลางที่คาดการณ์ไว้สำหรับปี 2027 พุ่งขึ้นเป็น 3.9266 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน มากพอจะควักเงินแจกได้โดยยังคุยว่างบประมาณสมดุล ไม่ต้องกู้เพิ่ม

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก นี่คือรอบที่ 3 ใน 4 ปี

ถ้าคิดว่านี่คือของขวัญ AI ครั้งแรกที่ไต้หวันแจก คิดผิดถนัด เพราะนี่คือการแจกเงินถ้วนหน้ารอบที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2023

รอบแรก ปี 2023 รัฐบาลไต้หวันแจกคนละ 6,000 ดอลลาร์ไต้หวัน โดยใช้เงินจากส่วนเกินภาษี 140,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวันของปี 2022 ซึ่งตอนนั้นเศรษฐกิจไต้หวันยังโตได้ดีจากดีมานด์ชิปช่วงโควิด-19 ที่คนทำงานจากบ้านกันทั่วโลก

รอบสอง ปี 2025 แจกคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน เป็นส่วนหนึ่งของงบพิเศษก้อนใหญ่ 570,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน ที่อ้างเหตุผลช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจรับมือผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และเงินเฟ้อ เงินก้อนนี้เริ่มโอนผ่านตู้เอทีเอ็มตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2025 โดยใช้เงินทั้งจากส่วนเกินงบประมาณและการกู้ยืมผสมกัน

รอบสาม ปี 2027 (ที่กำลังเป็นข่าว) แจกคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันอีกครั้ง แต่รอบนี้พิเศษกว่าเดิมตรงที่รัฐบาลตั้งชื่อให้สวยเป็น "ปันผล AI" เจาะจงเลยว่ามาจากผลพวงการเติบโตของอุตสาหกรรมชิปและ AI ไม่ใช่มาจากภาษีส่วนเกินทั่วไปเหมือนสองรอบก่อน

พูดง่าย ๆ คือ ไต้หวันแจกเงินถ้วนหน้าเกือบทุกปีในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เพียงแต่รอบนี้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลเลือกคำที่โดนใจคนฟังเป็นพิเศษ

จับได้คาหนังคาเขา "ด่าไอเดียนี้เมื่อ 3 เดือนก่อน วันนี้ทำเองซะงั้น"

นี่คือส่วนที่เผ็ดที่สุดของเรื่องนี้ และเป็นส่วนที่สื่อกระแสหลักแทบไม่พูดถึงเวลาแชร์กันแค่พาดหัวเรื่อง "ไต้หวันรวยจาก AI"

ย้อนกลับไปต้นปี 2026 พรรคฝ่ายค้าน ก๊กมินตั๋ง (KMT) เสนอให้รัฐบาลแจกเงินคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน โดยอ้างว่าปี 2024 รัฐบาลเก็บภาษีได้สูงถึง 3.76 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน เกินเป้าที่ตั้งไว้ถึง 528,300 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน จึงควรคืนเงินส่วนเกินนี้ให้ประชาชนบ้าง

ตอนนั้นรัฐบาลพรรค DPP ของประธานาธิบดีไล่ปฏิเสธหัวชนฝา คณะรัฐมนตรีถึงขั้นขู่จะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ อ้างว่ามาตรการนี้ "ขัดรัฐธรรมนูญ" เพราะเป็นการเสนอโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร แถมกระทรวงการคลังยังออกมาบอกว่าควรเอาเงินไปโปะหนี้ก่อน เพื่อรักษาวินัยการคลัง ฝ่ายรัฐบาลตราหน้าข้อเสนอนี้ว่าเป็น "หลุมเผาเงิน" (money pit)

แต่พอผ่านมาไม่ถึง 6 เดือน สถานการณ์เปลี่ยน 180 องศา ประธานาธิบดีไล่ประกาศแจกเงินก้อนเดียวกัน จำนวนเท่ากันเป๊ะ เพียงแค่เปลี่ยนป้ายจาก "คืนภาษีส่วนเกิน" เป็น "ปันผล AI"

พรรคก๊กมินตั๋งไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปง่าย ๆ แถลงโจมตีทันทีว่านี่คือ "การประชดประชันทางการเมืองขั้นสุด" (ultimate political irony) ตั้งคำถามตรง ๆ ว่างบ 235,700 ล้านดอลลาร์ไต้หวันก้อนนี้ ทำไมเดือนพฤษภาคมยังเป็น "ภาระทางการคลัง" แต่พอเดือนสิงหาคมกลับกลายเป็น "ปันผล AI" ไปได้

ฝั่งพรรคประชาชนไต้หวัน (TPP) ก็ไม่น้อยหน้า ประธานพรรค หวง กั๋วชาง (Huang Kuo-chang) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กและ Threads กึ่งประชดว่านี่คือ "ครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่พรรคสีเขียวทำได้ แต่คนอื่นทำไม่ได้" พร้อมย้ำว่าปีที่แล้วฝ่ายค้านเสนอแจกเงินเพื่อคืนภาษีให้ประชาชน กลับโดนพรรค DPP ด่ายับว่าเป็นนโยบายไม่มีวินัยการคลัง แต่พอปีนี้รัฐบาลอยากทำเอง กลับเปลี่ยนเป็นเรื่องดีไปซะได้

พูดตรง ๆ คือ นโยบายเดียวกัน เงินก้อนเท่ากัน แค่เปลี่ยนคนเสนอ ก็เปลี่ยนจาก "หายนะการคลัง" เป็น "ของขวัญเศรษฐกิจ" ได้ในชั่วข้ามคืน

จังหวะที่ไม่บังเอิญ "อีกแค่ 3 เดือนมีเลือกตั้งใหญ่ทั้งประเทศ"

มาถึงจุดที่ทำให้เรื่องนี้น่าสงสัยยิ่งขึ้นไปอีก

ไต้หวันมีกำหนดจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ที่เรียกกันว่า "เลือกตั้งเก้าใน หนึ่ง" (nine-in-one elections) ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2026 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งนายกเทศมนตรี 6 มหานคร ผู้ว่าการเขต สมาชิกสภาท้องถิ่น ไปจนถึงผู้ใหญ่บ้าน รวมตำแหน่งที่ต้องเลือกกว่า 11,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ ถือเป็นสนามวัดพลังทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวันในรอบ 4 ปี

ประธานาธิบดีไล่ประกาศแจกเงินก้อนนี้เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ซึ่งอยู่ห่างจากวันเลือกตั้งเพียงราว 3 เดือนเศษ และตามขั้นตอนที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลระบุไว้ หากงบประมาณผ่านวาระ 3 ในสภานิติบัญญัติได้ทันสิ้นปีนี้ ประชาชนจะได้รับเงินก่อนเทศกาลตรุษจีนปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งพอดี

รัฐบาลไม่ได้พูดเรื่องนี้ตรง ๆ แต่ปฏิทินเวลามันฟ้องเอง

เบื้องหลังตัวเลขสวย เศรษฐกิจไต้หวันเป็น "รูปตัว K" ที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้กินเค้กก้อนใหญ่

นี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุด และเป็นเหตุผลที่คำว่า "ไต้หวันรวยจาก AI" ต้องใส่เครื่องหมายคำถามตัวโต ๆ

แม้จีดีพีจะโตทะลุ 39 ปี แต่รายได้ของคนทำงานทั่วไปไม่ได้โตตามไปด้วย นักเศรษฐศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "การเติบโตรูปตัว K" (K-shaped growth) หมายถึงเศรษฐกิจแตกออกเป็นสองทาง ทางหนึ่งพุ่งขึ้นสูงลิ่ว อีกทางหนึ่งทรงตัวหรือย่ำแย่ลง

ตัวเลขจาก DGBAS ระบุว่า ค่าจ้างเฉลี่ยที่แท้จริงของแรงงานไต้หวันในปี 2026 เพิ่มขึ้นเพียง 1.4% ค่ามัธยฐานเพิ่มขึ้น 1.35% เท่านั้น ทั้งที่จีดีพีโตเกิน 10% ที่สำคัญกว่านั้นคือ ประมาณ 70% ของแรงงานไต้หวันมีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เพราะเงินเดือนกลุ่มเทคโนโลยีสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปมาก

บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวันมีกำไรก่อนหักภาษีโตถึง 33.7% ในปี 2025 สูงกว่าค่าเฉลี่ยบริษัทจดทะเบียนทั้งตลาดที่โตแค่ 12.86% ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น เครื่องจักรไฟฟ้า การขนส่ง เคมีภัณฑ์ กลับเผชิญดีมานด์อ่อนแอและแข่งขันหนักจากจีน

ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ช่องว่างทรัพย์สินระหว่างครัวเรือนรวยสุด 20% กับจนสุด 20% ขยายจาก 16.8 เท่าเมื่อ 30 ปีก่อน เป็น 66.9 เท่า ในปัจจุบัน ค่าสัมประสิทธิ์จีนี (Gini coefficient) ซึ่งวัดความเหลื่อมล้ำ ก็ไต่จาก 0.308 ในปี 1980 ขึ้นมาอยู่ที่ 0.341 ในปีนี้

ภาคเซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโตนี้จ้างงานเพียงราว 300,000 คน จากแรงงานทั้งประเทศ 11 ล้านคน หากนับรวมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และไอทีทั้งหมดก็ยังจ้างงานแค่ราว 1 ล้านคน ขณะที่ภาคบริการซึ่งจ้างงานมากที่สุดถึง 7 ล้านคน กลับแทบไม่ได้อานิสงส์จากบูมนี้โดยตรง

ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน 1,195 คนพบว่า 40% ของครัวเรือนบอกว่ารู้สึก "กังวล" หรือ "กังวลมาก" เรื่องการเงินของตัวเอง ทั้งที่ตัวเลขเศรษฐกิจประเทศดูดีเป็นประวัติการณ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่าครองชีพและราคาที่อยู่อาศัยที่พุ่งสวนทางค่าจ้าง

นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเซ็นทรัลแห่งชาติของไต้หวัน ให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจไต้หวันตอนนี้พึ่งพาการส่งออกในยุค AI เป็นหลัก แต่ผลลัพธ์กลับแยกออกเป็นรูปตัว K อย่างชัดเจน และเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาแก้ปัญหาค่าจ้างต่ำในภาคบริการที่พึ่งพาตลาดในประเทศเป็นอันดับแรก

พูดให้เห็นภาพคือ เงินก้อนใหญ่กำลังไหลเข้าประเทศจริง แต่มันไหลกระจุกอยู่ในบ่อเดียว ไม่ได้แผ่กว้างไปถึงพนักงานเสิร์ฟ คนขับแท็กซี่ หรือพนักงานโรงงานดั้งเดิมมากเท่าที่ตัวเลขจีดีพีอยากให้เชื่อ เงินแจกคนละหมื่นดอลลาร์ไต้หวันจึงเปรียบเสมือนการปันเศษเค้กเล็ก ๆ ให้ทุกคนถ้วนหน้า ในขณะที่เค้กก้อนใหญ่จริง ๆ ถูกแบ่งไม่เท่ากันตั้งแต่ต้น

เงื่อนไขที่ยังไม่นิ่ง "แจกได้จริง หรือแค่โปรยยาหอมก่อนเลือกตั้ง"

อีกจุดที่ต้องจับตาคือ เงินก้อนนี้ยังไม่ใช่ของแน่นอน 100%

งบประมาณปี 2027 ต้องผ่านการพิจารณาวาระ 3 ในสภานิติบัญญัติก่อน และปัจจุบันสภานิติบัญญัติไต้หวันถูกควบคุมเสียงข้างมากโดยฝ่ายค้าน (ก๊กมินตั๋งและพรรคประชาชนไต้หวันรวมกัน) ซึ่งเพิ่งใช้อำนาจเสียงข้างมากตัดงบประมาณกลางปี 2026 ไปแล้วถึง 48,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หลังยื้อเวลาพิจารณากันยาวนานผิดปกติ

นั่นหมายความว่าฝ่ายค้านมีอำนาจต่อรองเต็มที่ในการแก้ไข ถ่วงเวลา หรือแม้แต่ตัดงบส่วนนี้ทิ้งได้เช่นกัน ทั้งที่เพิ่งจะเป็นฝ่ายเสนอไอเดียแจกเงินแบบเดียวกันมาก่อน สถานการณ์จึงมีความย้อนแย้งซ้อนกันอีกชั้น คือฝ่ายที่เคยอยากแจกเงินอาจกลายเป็นฝ่ายขวางเงินแจก เพียงเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายได้หน้าไปเต็ม ๆ ก่อนวันเลือกตั้ง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังไม่ได้ประกาศรายละเอียดเรื่องคุณสมบัติผู้มีสิทธิ์รับเงิน วิธีการโอน หรือกำหนดวันจ่ายที่ชัดเจน บอกเพียงว่าจะใช้แนวทางเดียวกับรอบแจกเงิน 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันเมื่อปี 2025 ซึ่งครอบคลุมทั้งพลเมืองไต้หวัน ผู้มีถิ่นพำนักถาวรชาวต่างชาติ และคู่สมรสต่างชาติของพลเมืองไต้หวัน

ส่องกลับมาที่ไทย "ภาพจำที่โคตรคุ้นตา....รวยไม่ไหวแล้วเว้ย"

สำหรับคนไทยที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจ เรื่องราวของไต้หวันคงให้ความรู้สึกคุ้น ๆ อยู่ไม่น้อย

การแจกเงินถ้วนหน้าโดยอ้างเหตุผลกระตุ้นเศรษฐกิจ การถกเถียงเรื่องวินัยการคลังกับความจำเป็นทางการเมือง การตั้งคำถามว่าเงินก้อนนี้จะไปถึงมือคนที่ต้องการจริง ๆ หรือกลายเป็นแค่ตัวเลขสวย ๆ ในหน้าสื่อ ล้วนเป็นบทสนทนาที่สังคมไทยเคยผ่านมาแล้วในบริบทของตัวเอง

ความต่างที่สำคัญคือ กรณีไต้หวันมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจจริงหนุนหลังอย่าง TSMC ที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจากดีมานด์ชิป AI ทั่วโลก จึงพอมีเหตุผลเชิงตัวเลขรองรับคำว่า "ปันผล" ได้บ้าง ไม่ใช่การกู้เงินมาแจกล้วน ๆ แต่คำถามเรื่องความเหลื่อมล้ำแบบ K-shaped ที่เงินไหลกระจุกอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่แรงงานส่วนใหญ่ในภาคบริการและอุตสาหกรรมดั้งเดิมแทบไม่ได้อานิสงส์ ก็เป็นบทเรียนที่ทุกประเทศที่กำลังฝันอยากรวยจาก AI ควรระวังเช่นกัน รวมถึงไทยด้วย

ไต้หวัน "รวยจาก AI จริง" แต่ไม่ใช่ทุกคนที่รวยเท่ากัน

กลับมาที่ประโยคตั้งต้น "ไต้หวันรวยจาก AI แจกเงินประชาชนคนละหมื่น" คำตอบที่ตรวจสอบแล้วคือ จริงบางส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

ไต้หวันรวยจริงจากบูมของอุตสาหกรรมชิป AI ตัวเลขจีดีพีและรายได้ TSMC ยืนยันได้ชัดเจน รัฐบาลก็แจกเงินคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันจริง แต่นี่ไม่ใช่การแจกครั้งแรก เป็นรอบที่ 3 ในรอบ 4 ปี และเบื้องหลังการประกาศครั้งนี้ยังมีรอยด่างเรื่องความย้อนแย้งทางการเมือง ที่รัฐบาลเคยด่าไอเดียเดียวกันนี้ว่าเป็น "หลุมเผาเงิน" เมื่อไม่กี่เดือนก่อน มีจังหวะเวลาที่ใกล้เคียงกับการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศอย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญที่สุดคือความมั่งคั่งที่แท้จริงยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและผู้ถือหุ้น มากกว่าจะไหลลงไปถึงกระเป๋าคนทำงานทั่วไปอย่างเท่าเทียม

เงิน 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันที่กำลังจะโอนเข้าบัญชีทุกคนต้นปีหน้า จึงอาจไม่ใช่ "ปันผล AI" ในความหมายที่โรแมนติกอย่างที่โฆษณาไว้ แต่เป็นภาพสะท้อนที่ตรงไปตรงมากว่านั้นมาก ว่าเวลาเศรษฐกิจโตแบบก้าวกระโดดจากเทคโนโลยีเพียงไม่กี่อุตสาหกรรม การเมืองและการเลือกตั้งมักจะหาวิธีเข้ามาแบ่งเค้กก้อนนั้นเสมอ ไม่ว่าจะประเทศไหนในโลกก็ตาม