xs
xsm
sm
md
lg

ฉีกซองบะหมี่กึ่งฯ 2.5 หมื่นล้าน ปักธง Premium ชิงเสิร์ฟนิวเจน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ผู้จัดการออนไลน์ – WINA เผย ปี 2025 คนไทยบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสูงสุดต่อคนต่อปีเป็นอันดับ 3 ของโลก ขณะที่ประเทศไทยรั้งอันดับ 8 ของโลกด้านปริมาณความต้องการ ด้วยยอดบริโภค 4,195 ล้านเสิร์ฟ ด้านสมรภูมิบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไทย ปีนี้คาดโต 3% แตะ 2.5 หมื่นล้านบาท กำลังเผชิญมรสุมกำลังซื้อฝืดเคือง กลุ่มสินค้าราคา 7 บาทชนเพดานเติบโตจำกัด ยักษ์ใหญ่ “มาม่า-ไวไว” เร่งปรับพอร์ต งัดนวัตกรรมปั้นเซกเมนต์พรีเมียม เป็นตัวค้ำมาร์จิ้น พร้อมดึงไลฟ์สไตล์-ป๊อปคัลเจอร์ ชิงพื้นที่ในใจคนรุ่นใหม่ สู้ศึกแบรนด์นอกที่เข้ามาแย่งเค้กอย่างเดือด


สมาคมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโลก หรือ World Instant Noodles Association (WINA) เปิดเผยข้อมูลประจำปี 2025 ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา ทั่วโลกมีการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถึง 124,209 ล้านเสิร์ฟ เพิ่มขึ้น 8-9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดย 3 ประเทศที่มีการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อคนต่อปีสูงสุด ได้แก่ อันดับ 1 เวียดนาม เฉลี่ย 81 เสิร์ฟต่อคนต่อปี หรือคนเวียดนามบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประมาณหนึ่งมื้อทุก 4 วัน อันดับ 2 เกาหลีใต้ 79 เสิร์ฟต่อคนต่อปี และอันดับ 3 ไทย 60 เสิร์ฟต่อคนต่อปี สะท้อนว่าคนไทยและเกาหลีใต้โดยเฉลี่ยบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากกว่าหนึ่งมื้อต่อสัปดาห์

แต่หากมองในมุมปริมาณความต้องการ พบว่า 10 ประเทศที่มีการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสูงสุด ได้แก่

1. จีน/ฮ่องกง 43,268 ล้านเสิร์ฟ
2. อินโดนีเซีย 14,540 ล้านเสิร์ฟ
3. อินเดีย 9,601 ล้านเสิร์ฟ
4. เวียดนาม 8,231 ล้านเสิร์ฟ
5. ญี่ปุ่น 5,952 ล้านเสิร์ฟ
6. สหรัฐอเมริกา 5,227 ล้านเสิร์ฟ
7. ฟิลิปปินส์ 4,337 ล้านเสิร์ฟ
8. ไทย 4,195 ล้านเสิร์ฟ
9. เกาหลีใต้ 4,061 ล้านเสิร์ฟ
10. ไนจีเรีย 3,115 ล้านเสิร์ฟ

จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยมีการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสูงถึง 4,195 ล้านเสิร์ฟ รั้งอันดับ 8 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ของโลกในเชิงการบริโภคต่อคนต่อปี ทว่าตัวเลขดังกล่าวกลับไม่ได้สะท้อนโอกาสในการสร้างยอดขายที่เติบโตอย่างหวือหวาให้กับผู้ประกอบการอีกต่อไป เนื่องจากตลาดรวมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในปี 2568 มีมูลค่าราว 23,126 ล้านบาท เติบโตเพียง 1.5% จากปีก่อนหน้า

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดในประเทศเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว และไม่สามารถขยายตัวด้วยการเพิ่มยอดขายในเชิงปริมาณเหมือนในอดีตได้อีกต่อไป ขณะที่ในปี 2569 คาดการณ์ว่าตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะเติบโต 2.3-3.3% คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 25,000 ล้านบาท


สอดคล้องกับมุมมองของวิจัยกรุงศรี โดย นายรพีภูมิ ลาภมาก ซึ่งระบุว่า ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังมีโอกาสเติบโตด้านรายได้ จากศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่และตลาดสินค้าพรีเมียมที่ผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อ

ขณะที่ตลาดระดับกลาง-ล่างยังมีโอกาสขยายตัวได้ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีราคาเข้าถึงได้ง่าย ด้านตลาดส่งออกในเอเชียและยุโรปยังมีศักยภาพเติบโต ทั้งจากผู้บริโภคในระดับครัวเรือนและร้านค้าที่นิยมนำผลิตภัณฑ์ไปประกอบอาหารมากขึ้นเพื่อลดต้นทุน

อย่างไรก็ตาม ราคาวัตถุดิบหลัก อาทิ ข้าวสาลี มีโอกาสผันผวนตามความแปรปรวนของสภาพอากาศและภัยแล้งในประเทศที่เป็นแหล่งนำเข้าวัตถุดิบหลัก ได้แก่ ออสเตรเลียและแคนาดา ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนและความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ


ทั้งนี้สถานการณ์ปัจจุบันจะพบว่า ตลาดกลุ่ม Mass หรือกลุ่มบะหมี่ซองราคา 7 บาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างยอดขายหลักให้กับภาพรวมตลาด กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัญหากำลังซื้อระดับฐานรากที่เปราะบาง ค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง และหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง ประกอบกับเทรนด์รักสุขภาพของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับปริมาณโซเดียมและสารปรุงแต่ง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ตลาดกลุ่ม Mass เติบโตเพียงระดับเลขหลักเดียวตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน

ดังนั้นจากตลาดแมสทรงตัว ตลาดพรีเมียมกลับกลายเป็นขุมทรัพย์ใหม่ เพราะมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากมูลค่าตลาด 1,822 ล้านบาทในปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็น 2,278 ล้านบาทในปี 2567 และทะยานแตะ 3,037 ล้านบาทในปี 2568 หรือเติบโตถึง 67% ภายในช่วงเวลาเพียง 2 ปี จนปัจจุบันตลาดพรีเมียมคิดเป็นสัดส่วน 10% ของตลาดรวมแล้ว ส่งผลให้วันนี้ตลาดพรีเมียมกลายเป็นสมรภูมิหลักที่เข้ามาขับเคลื่อนการเติบโตของตลาด ส่วนสำคัญมาจากผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เริ่มคุ้นชินกับการจ่ายเงินในราคา 15-30 บาทต่อซองขึ้นไป เพราะปัจจัยหลักมาจากการรุกหนักของแบรนด์ต่างประเทศ โดยเฉพาะแบรนด์เกาหลีและญี่ปุ่น ที่นำกระแส Korean Wave และ Pop Culture ผ่านซีรีส์และคอนเทนต์ออนไลน์เข้ามาเปลี่ยนภาพลักษณ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จาก “อาหารแห้งประหยัดเงิน” ให้กลายเป็น “สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์”


เมื่อแบรนด์นอกปูพรมบุกตลาดพรีเมียม ซึ่งมีส่วนต่างกำไรสูงกว่า โดยไม่ได้ลงมาแข่งขันในสงครามราคาในตลาด Mass ยักษ์ใหญ่สัญชาติไทยจึงไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป และจำเป็นต้องปรับพอร์ต ขยับเพิ่มไลน์สินค้า เพื่อดึงลูกค้าให้อัปเกรดการบริโภคตามขึ้นมา

เริ่มจากพี่ใหญ่เจ้าตลาดอย่าง “มาม่า” โดยบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 50% หลังได้รับผลกระทบจากพายุเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากงบการเงินล่าสุดในไตรมาส 1 ปี 2569 ระบุว่า บริษัทมีรายได้จากการขาย 6,379.69 ล้านบาท ลดลง 9.53% และมีกำไรสุทธิ 886.16 ล้านบาท ลดลง 9.71% เนื่องจากยอดขายทั้งในและต่างประเทศหดตัวลง 10.21% ส่วนหนึ่งได้รับแรงกดดันจากค่าครองชีพในประเทศ ขณะที่การส่งออกอาหารพร้อมทานชะลอตัวและหดตัว 6.4% เนื่องจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา

ส่งผลให้มาม่าพร้อมบุกตลาดใหม่ ด้วยการส่งแบรนด์ลูก “MAMA OK” เข้ามาชิงเค้กตลาดพรีเมียม ช่วยให้ยอดขายเติบโตขึ้นถึง 30% ต่อเนื่องกัน 2 ปี โดยเฉพาะกลุ่มเส้นขาว ถือเป็นโมเดลในการสร้าง บันไดราคา เพื่อรักษาฐานลูกค้า Mass ควบคู่กับการผลักดันให้ผู้บริโภคขยับสัดส่วนการใช้จ่ายสูงขึ้นต่อหนึ่งมื้อ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการนำกำไรจากกลุ่มพรีเมียมมาช่วยพยุงต้นทุนวัตถุดิบหลักอย่างแป้งสาลี น้ำมันปาล์ม และเครื่องปรุงรส ที่มีความผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นในปี 2569

ด้านพระรองของตลาดอย่าง “ไวไว” ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาด 23% เลือกสร้างเซกเมนต์ใหม่ขึ้นมาสู้ โดยส่ง “Waiwai WOW” ราคา 11 บาทต่อซองลงสนาม ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างตลาด Mass ราคา 7 บาท กับตลาดพรีเมียมระดับสูง กลยุทธ์ดังกล่าวหวังให้วัยรุ่นและคนทำงานตัดสินใจอัปเกรดการซื้อได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องจ่ายแพงเทียบเท่าแบรนด์ต่างประเทศ ซึ่งล่าสุดในปี 2569 นี้ ไวไวได้ออก 3 รสชาติใหม่เพิ่ม ได้แก่ กระดูกหมูพริกไทยดำ หมูผัดยี่หร่า และไก่กรอบซอสเผ็ด หวังชิงส่วนแบ่งตลาดพรีเมียมให้ได้ 20-25% ภายใน 3-5 ปี


อย่างไรก็ตามปัจจุบันตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกำลังเปลี่ยนผ่านจากภาพจำเดิมที่เป็นเพียงสินค้าราคาถูก วางขายบนเชลฟ์ในร้านค้า สู่การเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์อย่างเต็มตัว เพราะสนามรบใหม่ถูกย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์และไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่แล้ว การใช้เครื่องมืออย่าง Music, Sport, Gaming, Pop Culture, KOL และ Social Media กลายเป็นอาวุธหลักในการสร้างประสบการณ์และความแตกต่างให้กับแบรนด์ เพราะเป้าหมายของการแข่งขันในทศวรรษนี้ ไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครจะขายบะหมี่ได้ปริมาณซองมากที่สุด แต่กำลังวัดกันว่า ใครจะสามารถทำให้คนไทยยอมจ่ายเงินเฉลี่ยต่อหนึ่งมื้อได้มากที่สุด โดยยังรักษาความรู้สึก “คุ้มค่า” เอาไว้ได้

สมรภูมิบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 2.5 หมื่นล้านบาท จึงกำลังเปลี่ยนจากสงคราม “ขายถูก-ขายเยอะ” ไปสู่สงคราม “สร้างมูลค่า-เพิ่มมาร์จิ้น” และตลาด Premium กำลังกลายเป็นสนามรบใหม่ที่ทั้งเจ้าตลาดไทยและแบรนด์ต่างประเทศต่างต้องการยึดครอง.