xs
xsm
sm
md
lg

“คมนาคม”จ่อเจรจาคลัง พิจารณาเปิดดิวตี้ฟรีขาเข้า หลังยกเลิก แต่ยอดใช้จ่ายในประเทศไม่เข้าเป้า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“สิริพงศ์” ชี้เหตุพิจารณาเปิดดิวตี้ฟรีขาเข้า เป็นแนวทางแก้แออัด สุวรรณภูมิ ร้านค้าช่วยสร้างกิจกรรมให้ผู้โดยสารระหว่างรอคิว ตม. เร่งหารือ คลัง ชงครม.ด้าน ทอท.เผยยกเลิกแต่ผลไม่เป็นไปตามเป้า พร้อมเจรจา”คิงเพาเวอร์”จัดสรรพื้นที่-ส่วนแบ่งรายได้เพิ่ม

วันนี้ (17 สิงหาคม 2569) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมคณะนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงตรวจราชการเพื่อยกระดับศักยภาพระบบคมนาคม ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

นายสิริพงศ์กล่าวถึงการกลับมาเปิดให้บริการร้านค้าปลอดภาษี (ดิวตี้ฟรี) ขาเข้า ว่า ขณะนี้ ทอท.ส่งเรื่องให้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พิจารณา โดยจะไปติดตามรายละเอียด เพราะหากเห็นควรนำกลับมา ก็ต้องเสนอครม.ต่อไป เนื่องจากปัจจุบันเหตุผลและความจำเป็นแตกต่างจากเดิมที่มีมติให้ยกเลิกอยู่ที่ฟรีขาเข้า เพราะมองว่า เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยหันมาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าในประเทศเพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบัน พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยเปลี่ยนแปลงไปไม่ขึ้นอยู่กับว่าจะมีอยู่ที่ดิวตี้ฟรีขาเข้าหรือไม่

แต่เหตุผลที่เห็นว่าควรมีดิวตี้ฟรี ขาเข้า เพื่อให้มีร้านค้าร้านอาหารรวมถึงกิจกรรม สำหรับผู้โดยสารที่ไม่อยากเข้ามารอคิว ตม. จะได้มีกิจกรรมทำ เพื่อ ให้รู้สึกผ่อนคลายระหว่างรอคิวตม. ซึ่งดิวตี้ฟรี เป็นหนึ่งในกิจกรรม ที่หลายฝ่ายมองว่าควรมีบริการนักเดินทาง 


@ทอท.พร้อมเจรจาคิงเพาเวอร์ แบ่งผลตอบแทนเพิ่ม

นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด ทอท.กล่าวว่า จากมติครม. ที่ให้ยกเลิกดิวตี้ฟรี ขาเข้าทั้ง 6 สนามบินซึ่งทอท.ได้มีการศึกษาประเมินผล เบื้องต้นพบว่าไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่จะให้นักท่องเที่ยวหันมาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าในประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงผลประโยชน์ทางรายได้ของประเทศ รายได้ของ ทอท. และด้านบริการของสนามบิน โดยได้เสนอข้อมูลต่อ สศค. ไปเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569

ทั้งนี้หากทางสศค.พิจารณาได้ข้อสรุปและเสนอครม.เรียบร้อย ทอท.จะเจรากับ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ในการจัดพื้นที่ดิวตี้ฟรี ขาเข้า และเจรจาเรื่องผลประโยชน์ตอบแทนในส่วนของพื้นที่ดังกล่าว แต่ทั้งนี้ จำนวนพื้นที่อาจจะไม่เท่าเดิม เพราะทางสุวรรณภูมิมีการนำพื้นที่บางส่วนไปใช้ประโยชน์เพื่อการบริการผู้โดยสารแล้ว

ด้านนายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) กล่าวว่า หลังจากยกเลิก ดิวตี้ฟรี ขาเข้า ทอท.ได้นำพื้นที่บางส่วนมาปรับปรุง และทำเคาน์เตอร์บริการต่างๆ สำหรับอำนวยความสะดวกผู้โดยสาร เช่น เคาน์เตอร์บริการ กระเป๋าเสียหาย หรือสูญหาย (Baggage Service หรือจุด Lost & Found ) ของสายการบิน บริเวณหลังสายพานรับกระเป๋า 17 จุดที่เป็น จุดรับสินค้าขาเข้า(Duty Free Pick Up) เดิม นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่พักคอยสำหรับผู้โดยสาร Tranfer ภาพรวมใช้ไปแล้วประมาณ 70% ดังนั้นหากจะทำร้านค้าดิวตี้ฟรี ก็จะเหลือพื้นที่ไม่เท่าเดิม


@ชง”ศุภจี “หารือ สธ.ประกาศปลดล็อกห้องสูบบุหรี่ในสนามบิน

นายกิตติพงศ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ทอท.ได้เสนอนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ช่วยผลักดัน เปิดให้บริการห้องสูบบุหรี่ภายในอาคารผู้โดยสาร ส่วนของผู้โดยสารขาออก เพื่อรองรับผู้โดยสารต่อเครื่อง แก้ปัญหาผู้โดยสารสูบบุหรี่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต เช่น ห้องน้ำ ซึ่งปัจจุบัน มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้ อาคารท่าอากาศยาน (สนามบิน) เป็นเขตปลอดบุหรี่ทั้งหมด โดยห้ามจัดตั้งห้องสูบบุหรี่ภายในอาคารผู้โดยสาร เพื่อคุ้มครองสุขภาพของผู้เดินทาง

สนามบินสุวรรณภูมิ ดำเนินการจัดทำห้องสูบบุหรี่ภายในอาคารผู้โดยสาร โดยเริ่มที่โซนผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ รวม 3 จุด ซึ่งรองนายกฯศุภจี รับปาก หารือกับรมว.สาธารณสุข เพื่อประกาศกระทรวงฯ เพื่อให้ทันกับช่วงไฮซีซั่น

นายสิริพงศ์กล่าวว่า การประชุมหารือครั้งนี้เพื่อแนวทางการแก้ปัญหาการให้บริการและลดความแออัดของผู้โดยสาร การลดระยะเวลากระบวนการการตรวจคนเข้าเมืองให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือร่วมกันในการแก้ไขระยะสั้น รวมทั้งแผนระยะกลางและระยะยาว เพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสารและนักท่องเที่ยว
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นประตูแรกในการต้อนรับนักท่องเที่ยว

ทั้งนี้ ในปี 2568 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีผู้โดยสาร 62.90 ล้านคน และมีเที่ยวบิน 370,823 เที่ยวบิน และในปี 2569 คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณผู้โดยสาร 61.85 ล้านคน และมีเที่ยวบิน 368,959 เที่ยวบิน

ทั้งนี้ จะเร่งเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร ทั้งขาเข้าและขาออก ซึ่ง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) หรือ AOT มีแผนดำเนินโครงการเพิ่มพื้นที่เช็กอินสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางเป็นหมู่คณะ และผู้โดยสารที่มาถึงสนามบินล่วงหน้า ก่อนเวลาเช็กอิน ขนาดพื้นที่ประมาณ 2,250 ตารางเมตร โดยสามารถรองรับที่นั่งผู้โดยสารประมาณ 610 ที่นั่ง พร้อม CUSS Kiosk 18 จุด และเคาน์เตอร์เช็กอิน 8 จุด

รวมทั้งพื้นที่สำหรับ Repack กระเป๋า จุดประชาสัมพันธ์ จุดรักษาความปลอดภัย ร้านค้า จุดคืนภาษี จุดเติมน้ำดื่ม จุดชาร์จ และห้องสูบบุหรี่ เป็นต้น ซึ่งเป็นการยกระดับการให้บริการและเพิ่มความสะดวกสบายแก่นักท่องเที่ยว จะทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจ และมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น


สำหรับความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการภาคพื้นและการขนส่งสินค้าทางอากาศ โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ที่เพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 70 ล้านคนต่อปี มีระยะเวลาก่อสร้าง ปี 2570 – 2574 ในส่วนของการขยายศักยภาพด้านทิศใต้ของท่าอากาศยาน จะมีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารทิศใต้ (South Terminal) ที่จะสามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 120 ล้านคนต่อปี ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างระหว่างปี 2572 - 2578 ด้านการก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 4 (4th Runway) ตามแผนพัฒนาท่าอากาศยานในระยะที่ 2 จะเพิ่มขีดความสามารถรองรับเที่ยวบินเป็น 120 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ซึ่งคาดว่าเปิดใช้งานปี 2583

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคม โดย ทอท. มีแผนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบท่าอากาศยานของ ทอท. ด้วยการเปิดโอกาสให้เอกชนมาร่วมลงทุนเพื่อต่อยอดรายได้ระยะยาว ซึ่งจากการจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาการพัฒนา ทสภ. สู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) โดยผลการศึกษาภาคเอกชนให้ความสนใจในการเข้ามาร่วมพัฒนาพื้นที่รอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิบนพื้นที่แปลงที่ดิน Airport Business (A37) ที่มีเนื้อที่ประมาณ 548 ไร่ หรือ 876,800 ตารรางเมตร ในรูปแบบการเช่า เพื่อสร้างโรงแรมระดับ Upscale และ Midscale เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว สำหรับแปลงศูนย์บริการและสนับสนุนกิจการ ทสภ. นั้น มีเอกชนซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจ ด้านการขนส่งทางอากาศ ด้านโลจิสติกส์และบริหารจัดการคลังสินค้า แสดงความประสงค์เข้าลงทุนพัฒนาโครงการขนาดใหญ่


นายสิริพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทอท. ได้วางผังการประโยชน์พื้นที่ว่างเปล่าบริเวณรอบท่าอากาศยานมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว โดยทางทิศใต้จะถูกพัฒนาเป็นศูนย์กลางกิจกรรมสนับสนุนท่าอากาศยานและการขนส่งทางอากาศ ประกอบด้วย ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ขนาดพื้นที่ 420,800 ตารางเมตร คลังสินค้า (Cargo Terminal) ขนาดพื้นที่ 280,000 ตารางเมตร กิจกรรมสนับสนุน ขนาดพื้นที่ 539,200 ตารางเมตร ซึ่งรวมพื้นที่ครัวการบิน (In-Fight Catering) ขนาดพื้นที่ 40,000 ตารางเมตร และโรงแรมสนามบิน (Airport Hotel)