xs
xsm
sm
md
lg

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะเคลียร์ปมติดขัด ก่อนส่ง “ศุภจี” บินเจรจาสหรัฐฯ ปิดดีล ART

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



"อนุทิน" เป็นประธานการประชุมเตรียมการก่อนเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ (ART) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หลังจากมีปัญหาในบางประเด็นที่ไทยไม่สามารถปฏิบัติตามข้อเสนอของสหรัฐฯ ได้ โดยนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำกับที่ประชุมว่า อะไรที่ทำได้ ก็ทำ ถ้าไม่ทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศในระยะยาว

โดยตามกำหนดการ ทีมเจรจาทางเทคนิคของไทย จะเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อเจรจา ART ในส่วนที่ยังติดขัดในวันที่ 27-29 ส.ค.2569 โดยครั้งนี้ จะมีผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข เดินทางไปด้วย เพราะมีบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 2 กระทรวงที่ไทยและสหรัฐฯ ยังตกลงกันไม่ได้ และยังเป็นเรื่องที่ค้างการเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) อยู่

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ประเด็นติดขัด ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ช่วยปลดล็อกประเด็นเหล่านั้นแล้ว และทำให้ไทยพร้อมเจรจาทางเทคนิคในประเด็นที่ยังคงค้างอยู่ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดยยังยืนยันว่าไทยยังมีเส้นแดงที่ข้ามไม่ได้ 3 เรื่องเหมือนเดิม คือ สุขอนามัยและสุขอนามัยพืช สำหรับการนำเข้าหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดง, ความมั่นคง และการลงทุน ที่สหรัฐฯ ต้องการเข้ามาลงทุนในไทยในบางสาขา 100% เช่น โทรคมนาคม

ทั้งนี้ หลังจากทีมเจรจาทางเทคนิค ได้เดินทางไปเจรจาแล้ว ตนจะเดินทางตามหลังไป ในวันที่ 30 ส.ค.-1 ก.ย.2569 โดยมีนัดหมายกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนางซูซี ไวลส์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ซึ่งเป็นผู้ทรงอิทธิพลในระดับนโยบาย เพื่อเจรจา ART โดยจะตอกย้ำให้เห็นถึงความจริงใจของไทยในการลดขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กับไทย และจะยืนยันไทยจะนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เหมือนเดิม ทั้งพลังงาน เครื่องบิน สินค้าเกษตร รวมถึงเพิ่มการลงทุนของเอกชนไทยในสหรัฐฯ ซึ่งปีนี้ การลงทุนรวมอยู่ที่กว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งจะย้ำให้เห็นอีกครั้งว่า การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ประมาณ 30% เป็นการส่งออกของบริษัทสหรัฐฯ ที่ลงทุนในไทย ไม่ใช่เกิดจากการส่งออกสินค้าของไทยทั้งหมด

ส่วนการไต่สวนไทยตามมาตรา 301 เรื่องการมีกำลังการผลิตส่วนเกินใน 3 อุตสาหกรรม ทั้งยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักร นางศุภจีกล่าวว่า หวังว่าอัตราภาษีที่ออกมา จะใกล้เคียงกับคู่แข่ง แต่หากถูกเก็บมากกว่า รัฐบาลก็จะเดินหน้าขอหารือกับสหรัฐฯ อีก เพื่อขอลดหย่อน โดยขณะนี้ กำลังผลักดันให้สหรัฐฯ ยกเว้นภาษีสินค้าอีก 7 กลุ่ม รวม 78 พิกัดศุลกากร ได้แก่ กลุ่มเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร, กลุ่มอุปโภคบริโภคและของใช้ในครัวเรือน, กลุ่มสินค้าทางการแพทย์และสาธารณสุข, กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์, กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน, กลุ่มชิ้นส่วนเครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม และกลุ่มหัตถกรรมและสินค้าเพิ่มมูลค่า

ปัจจุบันมีสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ประมาณ 28% ของการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่มีมูลค่า 91,255 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2568 ที่ยังเสียภาษีนำเข้า แต่อีก 72% ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า 12.5% ตามมาตรา 301 ในประเด็นที่สหรัฐฯ กล่าวหาไทยไม่มีกฎหมายหรือไม่ห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานภาคบังคับ ประมาณ 2,120 รายการ มูลค่า 56,201 ล้านเหรียญสหรัฐ และสินค้าที่ถูกเก็บภาษีตามมาตรา 232 ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงภายในของสหรัฐ ที่ไม่ต้องเสียภาษี 12.5% มูลค่าอีกราว 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และหากในท้ายที่สุด มีสินค้าที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี กระทรวงพาณิชย์ก็มีหน้าที่ในการช่วยเหลือ เยียวยา หาตลาดใหม่ เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ส่งออกต่อไป