xs
xsm
sm
md
lg

ชำแหละโครงการ 'ดอกเบี้ยคนละครึ่ง' ใครได้ประโยชน์บ้าง รบ.แจงวุ่นไม่ใช่แจกเงินเข้าบัญชี ปชช.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รัฐบาลแจงยิบ ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ ไม่ใช่แจกเงินปประชาชนโดยตรง แต่เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน ลดพึ่งพาหนี้นอกระบบ จัดสรรผ่านกองทุนที่จดทะเบียนนิติบุคคลทั่วประเทศร โดยกำหนดให้ “กองทุน” เป็นผู้ยื่นคำขอเข้าร่วม ไม่ใช่สมาชิกแต่ละราย ซึ่งเป้าหมายของรัฐบาลคือช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนในระบบ เพื่อนำเงินไปสร้างอาชีพและรายได้ ไม่ใช่การนำงบประมาณไปชำระหนี้นอกระบบเดิมให้เป็นรายบุคคล คาดจะครอบคลุมกองทุน 79,610 แห่ง และมีฐานสมาชิกกว่า 12 ล้านคน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังรัฐบาลเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 พบว่าประชาชนบางส่วนยังมีความสับสนเกี่ยวกับผู้มีสิทธิยื่นคำขอ วิธีได้รับประโยชน์ และความหมายของคำว่า “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” รัฐบาลจึงขอย้ำว่า โครงการดังกล่าวไม่ใช่การแจกเงินหรือโอนเงินเข้าบัญชีประชาชนรายบุคคล แต่เป็นการจัดสรรเงินเพิ่มทุนผ่านกองทุนหมู่บ้าน กองทุนชุมชนเมือง และกองทุนชุมชนทหาร ภายใต้วงเงินรวม 4,452 ล้านบาท โดยวางกรอบครอบคลุมกองทุนทั่วประเทศ 79,610 แห่ง และฐานสมาชิกกว่า 12 ล้านคน

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มุ่งเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบด้วยต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อนำไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ โดยกลไกของโครงการกำหนดให้ “กองทุน” เป็นผู้ยื่นคำขอเข้าร่วม ไม่ใช่สมาชิกแต่ละราย เมื่อกองทุนสมัครและผ่านคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์แล้ว กองทุนจะต้องจัดทำหรือปรับปรุงสัญญาเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้บัญชีที่ 1 ให้แก่สมาชิกอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บตามสัญญา จากนั้นรัฐบาลจะจัดสรรเงินเพิ่มทุนให้แก่กองทุนตามยอดดอกเบี้ยรวมที่กองทุนปรับลดให้สมาชิกในรอบสัญญาของปีบัญชีปัจจุบัน

“คำว่า ‘ดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะโอนเงินครึ่งหนึ่งของดอกเบี้ยเข้าบัญชีสมาชิก หรือให้ประชาชนมาลงทะเบียนรับเงินโดยตรง แต่หมายถึงกองทุนที่เข้าร่วมโครงการจะลดดอกเบี้ยเงินกู้บัญชีที่ 1 ให้สมาชิกอย่างน้อยครึ่งหนึ่งตามหลักเกณฑ์ ส่วนตัวเลข 30,000–150,000 บาท เป็นวงเงินเพิ่มทุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ต่อกองทุน ไม่ใช่เงินที่สมาชิกแต่ละคนจะได้รับ”
นางสาวลลิดา ระบุ

สำหรับการจัดสรรเงินเพิ่มทุนให้กองทุน ใช้เกณฑ์ขั้นบันไดตามยอดดอกเบี้ยรวมที่กองทุนลดให้สมาชิก ได้แก่ ยอดดอกเบี้ยรวมไม่เกิน 30,000 บาท ได้รับเงินเพิ่มทุน 30,000 บาท มากกว่า 30,000–50,000 บาท ได้รับ 50,000 บาท มากกว่า 50,000–70,000 บาท ได้รับ 70,000 บาท มากกว่า 70,000–90,000 บาท ได้รับ 90,000 บาท มากกว่า 90,000–120,000 บาท ได้รับ 120,000 บาท และมากกว่า 120,000 บาท ได้รับเงินเพิ่มทุน 150,000 บาท

ทั้งนี้ กองทุนที่จะเข้าร่วมโครงการต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีคณะกรรมการบริหารตามระเบียบ ส่งรายงานงบการเงินต่อสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 2 ปี และสมาชิกมีมติเห็นชอบเข้าร่วมโครงการ โดยกองทุนจะยื่นคำขอผ่านศูนย์ประสานงานกองทุนฯ จังหวัด หรือ สทบ. สาขาเขต เพื่อให้ สทบ. ตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสาร ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของโครงการต่อไป

รองโฆษกฯ ย้ำว่า แม้โครงการจะวางกรอบครอบคลุมกองทุน 79,610 แห่ง และมีฐานสมาชิกกว่า 12 ล้านคน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกกองทุนหรือสมาชิกทุกคนจะได้รับการลดดอกเบี้ยโดยอัตโนมัติ เนื่องจากกองทุนต้องสมัคร ผ่านคุณสมบัติ และดำเนินการจัดทำหรือปรับปรุงสัญญาตามหลักเกณฑ์ก่อน สมาชิกจึงควรตรวจสอบกับคณะกรรมการกองทุนของตนว่ากองทุนเข้าร่วมโครงการแล้วหรือไม่ และอยู่ในขั้นตอนใด

“เป้าหมายของรัฐบาลคือช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนในระบบ เพื่อนำเงินไปสร้างอาชีพและรายได้ ไม่ใช่การนำงบประมาณไปชำระหนี้นอกระบบเดิมให้เป็นรายบุคคล จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังข้อความหรือลิงก์ที่อ้างว่าสามารถลงทะเบียนขอรับเงิน 30,000–150,000 บาทจากโครงการนี้ได้โดยตรง หากต้องการตรวจสอบข้อมูลให้สอบถามกองทุนในพื้นที่ หรือ สทบ. ทั้ง 14 สาขาเขต โทร. 02-100-4209 ต่อ 1702–1712” รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ.