ผู้จัดการออนไลน์ – สมรภูมิเครื่องใช้ไฟฟ้า 8 หมื่นล้านระอุ เปิดศึกแบรนด์จีน-เกาหลี-ญี่ปุ่น ใครคือเบอร์ 1 ในไทย? เมื่อ C-Brand จากแดนมังกรไม่ได้มาเล่นแค่เกมราคา แต่เดินหน้าลงทุน ยกระดับเทคโนโลยี และประกาศศักดาระดับโลก หวังปักหมุดไทยเป็นฐานธุรกิจสำคัญ ขณะที่แบรนด์เกาหลีและญี่ปุ่นเร่งปรับเกมรับมือ ด้าน LG ประกาศชัด “แบรนด์เกาหลีคือเบอร์หนึ่งในใจคนไทย” สู้มาสู้กลับ ชูพลัง K-Brand งัดเทคโนโลยี นวัตกรรม และบริการเข้าชน ฟาก Toshiba กลับมาตอกย้ำความเป็นแบรนด์ญี่ปุ่น ผ่านแนวคิด Japan Quality และ Japan Origin
ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่การแข่งขันหลักอยู่ระหว่างแบรนด์เกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งครองตลาดมายาวนาน วันนี้กำลังมีผู้เล่นจากจีนเข้ามาเติมความร้อนแรงมากขึ้น สิ่งที่ทำให้ C-Brand น่าจับตาไม่ใช่เพียงเรื่อง “ราคา” แต่คือการยกระดับสินค้าและเทคโนโลยี ทั้ง AI, Smart Home และการลงทุนสร้างฐานการผลิตในภูมิภาค ซึ่แบรนด์จีนหลายแบรนด์เริ่มประกาศสถานะผู้นำในตลาดโลกในบางหมวดสินค้า
C-Brand ไม่ได้มาแค่ “ของถูก” แต่ขึ้นแท่นแชมป์โลก
ข้อมูลจาก Euromonitor ระบุว่า Haier เป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มียอดขายอันดับ 1 ของโลกในปี 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 และยังครองอันดับ 1 ในหลายกลุ่มสินค้า ได้แก่ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ตู้แช่แข็ง และตู้แช่ไวน์
ขณะที่ TCL เปิดเผยว่า ในปี 2025 มีส่วนแบ่งการจัดส่ง Mini LED TV ทั่วโลก 31.1% ขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลก ส่วนตลาดทีวีโดยรวม TCL มีส่วนแบ่งการจัดส่ง 14.7% อยู่ในอันดับ 2 ของโลก
ด้าน Hisense สามารถครองอันดับ 1 ในตลาดทีวีขนาด 100 นิ้วขึ้นไป ด้วยส่วนแบ่งการจัดส่งทั่วโลกสูงถึง 57.1% ในปี 2025 และยังครองตำแหน่งอันดับ 1 ในตลาด Laser TV ด้วยส่วนแบ่ง 70.3%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า C-Brand กำลังเปลี่ยนสถานะจากผู้ท้าชิงที่ใช้ “ราคา” เป็นอาวุธ ไปสู่ผู้เล่นระดับโลกที่ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และขนาดธุรกิจเป็นแรงขับเคลื่อน
อีกแรงส่งที่น่าจับตาคือกระแส C-pop หรือ Chinese Pop ซึ่งกำลังแผ่ขยายอิทธิพลไปไกลกว่าวงการบันเทิง เมื่อคอนเทนต์และวัฒนธรรมจีนเริ่มสร้างแรงดึงดูดในตลาดต่างประเทศ และส่งผลต่อภาพลักษณ์ของสินค้าแบรนด์จีนมากขึ้น จากเดิมที่ผู้บริโภคอาจมองแบรนด์จีนผ่านภาพจำเรื่อง “ราคาถูก” วันนี้หลายแบรนด์กำลังขยับขึ้นมาเล่นเกม เทคโนโลยี นวัตกรรม และตลาดพรีเมียม จนสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำระดับโลกในหลายเซกเมนต์
กลยุทธ์ของ C-Brand จึงกำลังเปลี่ยนจากการใช้ต้นทุนเป็นจุดขายหลัก ไปสู่การสร้าง Scale + Technology + Brand เพื่อยกระดับการแข่งขันกับเจ้าตลาดเดิม
สำหรับประเทศไทย จีนจึงไม่ได้มองตลาดนี้เป็นเพียงปลายทางในการนำสินค้าเข้ามาจำหน่าย แต่กำลังเร่งสร้างฐานธุรกิจและขยายการลงทุนอย่างจริงจัง
เกาหลีลั่น “สู้มาสู้กลับ ไม่โกง” LG ชู K-Tech ชน
เมื่อ C-Brand รุกหนัก ฝั่งเกาหลีเองก็ไม่ได้เลือกเดินเกมตามคู่แข่งด้วยสงครามราคา แต่กำลังย้ายสนามการแข่งขันไปสู่ เทคโนโลยี ประสบการณ์ และบริการ
หนึ่งในหัวหอกสำคัญคือ LG ที่ปีนี้งัดความเป็น K-Brand (Korea Brand) เข้าสู้ พร้อมชู K-Tech (Korean Technology) เป็นจุดขาย หวังสร้างความแตกต่างระหว่างเทคโนโลยีเกาหลีกับคู่แข่ง ท่ามกลางการแข่งขันที่เทคโนโลยีถูกเลียนแบบกันได้ง่ายๆ
นายอำนาจ สิงหจันทร์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์จีนเข้ามาทำตลาดในไทยเพิ่มขึ้นและมีบทบาทสำคัญมากขึ้น แต่ LG ยังมั่นใจว่า “แบรนด์เกาหลีคือเบอร์หนึ่ง” ในใจผู้บริโภคไทย ขณะที่แบรนด์จีนขยับขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญ และในมุมมองของบริษัท แบรนด์จีน ได้แซงแบรนด์ญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นอันดับ 2 แทนที่ แล้ว
“เดิมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าจะมีเพียงแบรนด์ญี่ปุ่นกับแบรนด์เกาหลีที่แข่งขันกัน แต่ปัจจุบันมีแบรนด์จีนเข้ามาทำตลาดหลายแบรนด์ และชิงส่วนแบ่งทางการตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยสำคัญมาจากการที่ผู้บริโภคไทยเปิดใจยอมรับแบรนด์จีนมากขึ้น ทั้งการทดลองใช้และสัมผัสประสบการณ์จริง ทำให้จีนกลายเป็นคู่แข่งที่ไม่อาจมองข้าม”
LG จึงเลือกชู K-Tech และ K-Brand เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นความแตกต่าง โดยเฉพาะจุดแข็งด้านเทคโนโลยีต้นกำเนิดจากเกาหลี
“ปัจจุบันยอมรับว่าเทคโนโลยีก๊อปปี้กันได้ การชูความเป็นออริจินัลเทคโนโลยีจึงเป็นจุดแข็งสำคัญในการแข่งขันของแอลจี” นายอำนาจ กล่าว
โดยในครึ่งหลังปี 2569 นี้ LG พร้อมเดินหน้าภายใต้วิสัยทัศน์ “LG Make It Yours. Make It Easy” ด้วย 3 กลยุทธ์หลัก คือ 1. Easy to Own – ซื้อและเป็นเจ้าของง่าย
ขยายช่องทางขายทั้งหน้าร้านและออนไลน์ พร้อมผลักดัน LG Subscribe เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าพรีเมียมได้ง่ายขึ้น 2. Easy to Live – ใช้ง่าย ชีวิตง่ายขึ้น
ใช้ AI และ LG ThinQ ช่วยให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานสอดรับกับพฤติกรรมผู้ใช้ ช่วยประหยัดเวลาและจัดการบ้านได้สะดวกขึ้น 3. Easy to Trust – มั่นใจตลอดการใช้งาน
ยกระดับ LG Best Care และบริการหลังการขาย พร้อม Smart Diagnosis และสิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้า Subscription
โดยช่วงครึ่งปีแรก LG ระบุว่าธุรกิจ B2B เติบโต 12% โดยเฉพาะ HVAC และ Information Display ขณะที่ LG Subscription มีจำนวนผู้ใช้เติบโตมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งบริษัทมองว่า Subscription จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการรับมือกับข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ และเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าพรีเมียมผ่านรูปแบบการให้บริการที่แตกต่างจากการซื้อแบบเดิม
ขณะเดียวกัน LG พบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคไทยเปลี่ยนสู่ Omnichannel มากขึ้น จึงขยายเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายกว่า 950 สาขาทั่วประเทศ ควบคู่กับการยกระดับ LG.com เป็น Seamless Platform สำหรับ D2C ส่วนด้าน AI บริษัทให้น้ำหนักกับการทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ได้เพียง “ทำงานได้” แต่สามารถช่วยประหยัดเวลาและจัดการชีวิตประจำวัน โดย LG ThinQ มี Active User มากกว่า 1 ล้านคน
สำหรับเป้าหมายธุรกิจ LG ยอดขายครึ่งปีแรกเป็นไปตามเป้า ส่วนครึ่งปีหลังคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ เช่น ช็อปดีมีคืน มาช่วยในช่วงปลายปีจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้ โดยตลอดทั้งปีนี้ LG ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 10% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 18,000 ล้านบาท
Toshiba กลับมาชู “Japan Quality” สู้ศึก
ขณะที่ฝั่งเกาหลีเดินเกม K-Brand ด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าญี่ปุ่นอย่าง Toshiba ก็เลือกกลับมาตอกย้ำความเป็นญี่ปุ่นอย่างชัดเจน ผ่านแนวคิด Japan Quality และ Japan Origin โดยจุดขายอยู่ที่ความพิถีพิถันในรายละเอียด ความทนทาน และการออกแบบที่เรียบง่ายแต่ตอบโจทย์การใช้งานจริง พร้อมปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยและเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น ภายใต้แนวคิดที่มุ่ง “เข้าใจชีวิตผู้บริโภค” และพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน
ทั้งนี้ที่ผ่านมาแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าญี่ปุ่นมีภาพจำในสายตาคนไทยในเรื่องคุณภาพและความทนทาน และเคยครองความแข็งแกร่งในตลาดมาอย่างยาวนาน แต่วันนี้ภูมิทัศน์การแข่งขันเปลี่ยนไป เมื่อแบรนด์เกาหลีขยับขึ้นมาเป็นตัวเลือกสำคัญของผู้บริโภค ขณะที่แบรนด์จีนกำลังรุกคืบเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นโจทย์ของแบรนด์ญี่ปุ่นจึงไม่ใช่เพียงการรักษาฐานลูกค้าเดิม แต่ต้องชู “ความเป็นญี่ปุ่น” ให้มีคุณค่า และโดนใจผู้บริโภครุ่นใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ ที่สร้างรายได้ต่อไป
สุดท้ายแล้ว คำถามว่า “วันนี้ใครคือเบอร์ 1 ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าไทย?” อาจไม่มีคำตอบเดียว เพราะแต่ละแบรนด์มีความแข็งแกร่งแตกต่างกันไปในแต่ละหมวดสินค้า แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ สมรภูมินี้กำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันระหว่างแบรนด์เกาหลีและญี่ปุ่น ไปสู่ สงคราม 3 โมเดลธุรกิจ คือ K-Brand เน้นเทคโนโลยี นวัตกรรม และตลาดพรีเมียม J-Brand เดิมพันกับคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความเป็นญี่ปุ่น และ C-Brand กำลังเปลี่ยนจาก “ราคาคุ้มค่า” สู่เทคโนโลยีระดับโลกและการสร้างแบรนด์
เกมจึงไม่ได้วัดกันเพียงว่า “ใครถูกกว่า” แต่กำลังเปลี่ยนเป็น “ใครทำให้ชีวิตง่ายกว่า ใครสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่า และใครทำให้ผู้บริโภคอยากอยู่กับแบรนด์นานกว่า” ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของศึกเครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะท้ายที่สุดแล้วแบรนด์ไหนครองบัลลังก์เบอร์ 1 ในไทย? อาจไม่ได้ตัดสินกันที่หน้าร้าน หรือยอดขาย แต่ตัดสินกันที่ว่าใคร “ชนะใจผู้บริโภค” ได้มากกว่ากัน ..และศึกนี้ต้องกดติดตาม.