เอาเข้าคุกจริง 15 ปี ศาลแขวงทางใต้ของกรุงโซลเกาหลีใต้ไม่พูดเยอะ ตัดสินจำคุก "ชอง ซางโฮ" ซีอีโอแพลตฟอร์มคริปโต Delio ฐานยักยอกและฉ้อโกงเงินลูกค้าเกือบ 50 ล้านดอลลาร์ ปิดฉากวิกฤตศรัทธาที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2566 สะท้อนการบังคับใช้กฏหมายเด็ดขาดของเกาหลีใต้อย่างเท่าเทียมว่า "โกงเงินประชาชนแล้วต้องนอนในคุก ไม่ใช่นอนในบ้านหรูรอวันคดีค้างเติ่ง" คำถามที่ต้องเอามาสะกิดใจคนไทยคือ แล้วบ้านเราล่ะ กล้าทำแบบนี้จริงหรือเปล่า หรือแค่ทำเป็นข่าวให้ดูขึงขังแล้วก็เงียบหายไปตามเคย
ผู้พิพากษา จาง ชาน อ่านคำตัดสิน "ชอง ซางโฮ" ซีอีโอ Delio ฉ้อโกงสินทรัพย์ลูกค้ามูลค่าราว 7 หมื่นล้านวอน ทั้งยักยอกทรัพย์และปลอมเอกสารเพื่อจดทะเบียนเป็นผู้ให้บริการสินทรัพย์เสมือน ศาลชี้ว่าความเสียหายร้ายแรงและจำเลยไม่ได้รับการให้อภัยจากเหยื่อ สั่งคุมตัวทันทีไม่ให้มีโอกาสหนี แม้โทษจะลดจากที่อัยการขอ 20 ปี เพราะศาลตัดข้อหาใหญ่กว่านั้นที่กล่าวหาหลอกเงินถึง 2.5 แสนล้านวอนจากผู้เสียหายกว่า 2,800 ราย ด้วยเหตุผลว่าหลักฐานจากการยึดเซิร์ฟเวอร์ได้มาโดยผิดกฎหมาย แต่ต่อให้ตัดออกไปขนาดนั้น 15 ปีก็ยังเป็นโทษที่สั่นสะเทือนวงการ
ขณะที่ทางฝั่งประเทศไทยเคสที่ใกล้เคียงที่สุดคือ Zipmex ซึ่งระงับถอนเงินลูกค้าแบบไม่ทันตั้งตัวปลายปี 2565 สร้างความเสียหายวงกว้างไม่ต่างจาก Delio ผลคือ ก.ล.ต. กล่าวโทษ "เอกลาภ ยิ้มวิไล" อดีตซีอีโอ ต่อ บก.ปอศ. ในปี 2567 ฐานทุจริตหลอกลวงประชาชนและปลอมแปลงรายงานทรัพย์สินลูกค้า คดีเดินหน้าเข้าสู่ชั้นศาล และในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาลงโทษจำคุกเอกลาภ 5 ปีเต็ม ไม่รอลงอาญา พร้อมปรับบริษัท Zipmex 100,000 บาท ต้องให้เครดิตตรงนี้ว่ากระบวนการยุติธรรมไทยทำได้จริง มีคำพิพากษาถึงที่สุดในชั้นศาลแรก ไม่ใช่แค่ประกาศกล่าวโทษหรูๆ แล้วปล่อยให้เงียบหายเข้ากลีบเมฆเหมือนหลายคดีที่ผ่านมา
แต่พอขยับมาที่ Bitkub ภาพที่เห็นคือความย้อนแย้งที่โคตรแสบตายิ่งกว่า เพราะนี่คือกรณีศึกษาที่ตีแผ่จุดอ่อนสุดๆ ของระบบกำกับดูแลไทย ย้อนกลับไปพฤษภาคม 2564 Bitkub ถูกแฮกเกอร์โจรกรรมสินทรัพย์ลูกค้า 16 สกุลเงิน มูลค่าราว 1,700 ล้านบาท แล้วเลือกทำสิ่งที่เรียกได้เต็มปากว่าปกปิดความจริงจากประชาชน ไม่รายงานเหตุการณ์นี้ต่อ ก.ล.ต. ตามความเป็นจริงนานถึง 174 วัน ยังคงส่งรายงานเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่บาทเดียว กว่า ก.ล.ต. จะจับพิรุธได้และกล่าวโทษ Bitkub พร้อมอดีตกรรมการ 2 ราย คือ สกลกรย์ สระกวี และ ทวีทรัพย์ ราวรรณ์ ต่อ บก.ปอศ. ฐานแจ้งข้อความเท็จและปลอมเอกสาร ก็ปาเข้าไปเดือนกรกฎาคม 2569 นั่นคือปล่อยให้เรื่องเงียบอยู่ในระบบนานกว่า 5 ปีเต็ม กว่าความจริงจะโผล่พ้นน้ำ
ที่ต้องขีดเส้นใต้ตัวหนาๆ คือชื่อของ "จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา หรือ ท๊อป" ผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นใหญ่สูงสุดของอาณาจักร Bitkub กลับไม่ปรากฏอยู่ในสำนวนกล่าวโทษครั้งนี้แม้แต่บรรทัดเดียว ทั้งที่เหตุการณ์แฮ็กเกิดขึ้นก่อนเปิดตัวเหรียญ KUBCoin เพียง 10 วัน ในช่วงเวลาเดียวกับที่ Bitkub กำลังเดินหน้าดีลใหญ่ทั้งการร่วมทุนกับ SCBX และการตรวจสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชีระดับสากล คำถามที่สื่อไทยหลายสำนักตั้งไว้ตรงๆ และยังไม่มีใครตอบได้ชัดคือ เหตุใดผู้นำสูงสุดที่กุมบังเหียนองค์กรถึงลอยตัวพ้นความรับผิด ปล่อยให้กรรมการระดับปฏิบัติการอย่างสกลกรย์และทวีทรัพย์เป็นคนแบกรับข้อกล่าวหาแทน ต้องย้ำให้ชัดว่าคดีนี้ล่าสุดยังอยู่เพียงขั้นตอนกล่าวโทษส่งพนักงานสอบสวน ยังไม่มีคำพิพากษาใดๆ ทั้งสิ้น แต่ตัวจังหวะเวลาและช่องโหว่ในสำนวนก็มากพอจะทำให้สังคมตั้งคำถามได้อย่างมีเหตุผล
เทียบให้เจ็บชัดๆ เกาหลีใต้ใช้เวลาราว 3 ปีจากวันที่ Delio ระงับถอนเงินจนถึงวันที่ศาลอ่านคำพิพากษาจำคุก 15 ปี ขณะที่ไทยกรณี Zipmex ใช้เวลาราว 2 ปีกว่าจนศาลตัดสินจำคุก 5 ปี ถือว่าเร็วกว่าที่หลายคนคาดสำหรับกระบวนการยุติธรรมไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องความอืดอาด แต่กรณี Bitkub กลับปล่อยให้เวลาผ่านไปนานกว่า 5 ปีก็ยังไปไม่ถึงชั้นศาล นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ นี่คือคำถามตรงๆ ที่ ก.ล.ต. ต้องตอบสังคมว่า "ใช้มาตรฐานเดียวกันในการกำกับดูแลผู้ประกอบการทุกรายจริงหรือไม่" หรือขนาดของบริษัทและน้ำหนัก "ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ" มีผลต่อความเร็วช้าของการบังคับใช้กฎหมาย
ต้องพูดตรงๆ ว่า ก.ล.ต. ไทยไม่ได้นิ่งเฉยเสียทีเดียว มีการกล่าวโทษ มีการส่งสำนวน มีคำพิพากษาจำคุกจริงในกรณี Zipmex ซึ่งพิสูจน์ว่ากฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยมีเขี้ยวเล็บพอจะเอาผิดผู้บริหารระดับสูงได้จริงเมื่อมีเจตจำนงเพียงพอ แต่ปัญหาใหญ่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือความเร็วในการตรวจจับความผิดปกติและ "ความเสมอภาคในการเอาผิดผู้บริหารทุกระดับชั้น" การปล่อยให้เหตุแฮกระดับพันล้านเงียบหายไปในระบบรายงานนานถึง 174 วันโดยไม่มีใครจับได้ ไม่ใช่แค่ความหย่อนยาน แต่เป็นคำถามใหญ่ต่อ "ประสิทธิภาพของกลไกตรวจสอบเชิงรุกทั้งระบบ"
บทเรียนจากคดี Delio ที่เกาหลีใต้จึงไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัวของประเทศอื่น แต่เป็นกระจกส่องหน้าตรงๆ กลับมาที่ไทยว่า การกำกับดูแลอุตสาหกรรมคริปโตต้องไม่มีคำว่า "ไซซ์เล็กโดนหนัก ไซซ์ใหญ่โดนเบา" นักลงทุนทั้งสถาบันและรายย่อยกำลังจับตาดูว่าประเทศไหนกล้าลงดาบผู้บริหารที่ทำผิดจริงโดยไม่เลือกปฏิบัติ เพราะยุคที่แพลตฟอร์มคริปโตป่าวประกาศความโปร่งใสปากเปียกปากแฉะ แต่เบื้องหลังปกปิดความเสียหายจากลูกค้าเป็นปีๆ กำลังจะหมดเวลาลงจริงๆ หากไทยอยากดึงเม็ดเงินสถาบันเข้าสู่ระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลตามที่วาดฝันไว้ คำตอบไม่ได้อยู่ที่การออกกฎหมายใหม่เพิ่มอีกฉบับ แต่อยู่ที่ความ "กล้าบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วอย่างเท่าเทียมและไม่ล่าช้า" ไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นซีอีโอบริษัทเล็กหรือใหญ่ นามสกุลใหญ่โตมาจากไหน หรือเจ้าของแพลตฟอร์มคริปโตนั้นจะนั่งแท่นอันดับหนึ่งของประเทศก็ตาม