ทำไมสำนวนคดีที่ DSI ทุ่มสรรพกำลังรวบรวมพยานหลักฐานข้ามปี หนากว่า 12,816 แผ่น ถึงพังราบเป็นหน้ากลองในชั้นอัยการสูงสุด ภายในเวลาไม่กี่เดือน? นี่คือคำถามที่คนไทยทั้งประเทศกำลังอยากรู้คำตอบ
จับ-หนี-รอด วนลูปเดิม
ต้นปี 2569 DSI บุกทลายเครือข่ายเว็บดูหนังเถื่อนที่ซุกพนันออนไลน์ไว้ข้างหลัง เจอเส้นทางเงินหมุนเวียนพุ่งถึง 4,500 ล้านบาท โยงมาถึง นายแทนไท ณรงค์กูล ซีอีโอไททัน แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ศาลอาญาอนุมัติหมายจับ ผู้ต้องหารวม 11 ราย ข้อหาสมคบฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน
แทนไทยหายตัวออกนอกประเทศทันทีที่กลิ่นไม่ดี แล้วก็รอ...รอจนอัยการสูงสุดออกคำสั่งชี้ขาด “ไม่ฟ้อง” ผู้ต้องหา 6 ใน 11 ราย รวมชื่อของเขาด้วย พร้อมสั่งให้ DSI ยื่นถอนหมายจับเอง เท่านั้นแหละ เขาก็บินกลับไทยหน้าชื่นตาบาน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ที่น่าเจ็บใจกว่านั้นคือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ปี 2563 เขาเคยโดนคดีพนันออนไลน์และฟอกเงินมาแล้วครั้งหนึ่ง จบลงด้วยคำสั่งไม่ฟ้องเช่นเดียวกัน ปี 2565 ยังมีเงินเหลือประมูลทะเบียนรถ “9 กก 9999” ไป 45.09 ล้านบาท ท่ามกลางเสียงถามหาที่มาของเงิน แล้วเรื่องก็เงียบหายไปเหมือนทุกครั้ง
พูดง่ายๆ คือ สูตรสำเร็จของคนมีเงินในประเทศนี้ คือ ข่าวใหญ่-อายัดทรัพย์-หมายจับ-บินหนี-รอจังหวะ-สั่งไม่ฟ้อง-กลับมาใช้ชีวิตหรูเหมือนเดิม วนอยู่แบบนี้ไม่รู้กี่รอบ
สำนวนไม่แน่น หรือมีคนช่วยทำให้ไม่แน่น?
คำถามที่สังคมต้องถามตรงๆ คือ สำนวนหนากว่าหมื่นแผ่นที่ DSI ยืนยันความมั่นใจในพยานหลักฐานและเส้นทางการเงิน ทำไมถึงถูกอัยการสูงสุดตีตกได้ง่ายดายขนาดนี้ เป็นไปได้สองทาง
ทางแรก DSI เก็บพยานหลักฐานมาไม่รัดกุมพอ ขาดจุดเชื่อมโยงทางกฎหมายที่หนักแน่นพอจะเอาผิด ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้จริง คำถามต่อมาคือ ทำไมสำนวนที่ "ไม่แน่น" ถึงหนาได้ถึงหมื่นกว่าแผ่น และทำไมศาลถึงยังอนุมัติหมายจับให้ตั้งแต่แรก
ทางที่สอง สำนวนแน่นอยู่แล้ว แต่บางอย่างเกิดขึ้นระหว่างทาง ตรงนี้แหละที่สังคมตั้งข้อสังเกตกันหนาหูว่า คดีระดับพันล้านแบบนี้ ผู้ต้องหาไม่มีทางสู้เพียงลำพัง ต้องมี "แรงหนุน" จากใครสักคนในระบบ ไม่ว่าจะเป็นสายสีกากีระดับบิ๊กที่คอยเคลียร์ทาง หรือสายสัมพันธ์ในกระบวนการยุติธรรมชั้นสูงที่ช่วยตีความข้อกฎหมายให้เป็นคุณกับผู้ต้องหา เรื่องแบบนี้ไม่มีใครยืนยันได้ตรงๆ แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้เช่นกัน เพราะประวัติศาสตร์คดีของแทนไทยเองก็สอนให้รู้ว่า มันเกิดซ้ำมาแล้วอย่างน้อยสองครั้ง
อำนาจเงินซื้อความยุติธรรมได้จริงหรือ?
ในประเทศที่คนตัวเล็กขโมยไก่ยังติดคุกจริง แต่คนที่ถูกกล่าวหาฟอกเงินหลักพันล้านกลับเดินออกจากคดีได้อย่างสง่างามซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำพูดที่ว่า "คุกมีไว้ขังคนจน" จึงไม่ใช่แค่วาทกรรมประชดประชัน แต่กลายเป็นภาพสะท้อนที่จับต้องได้ในสังคมไทยปี 2569
เงินหลักพันล้านบาทซื้อทนายเก่งที่สุดได้ ซื้อเวลาได้ ซื้อการรอคอยจังหวะได้ และที่น่ากลัวที่สุดคือ มันอาจซื้อ "ดุลพินิจ" ของคนในกระบวนการยุติธรรมได้ด้วยหรือไม่ นี่คือคำถามที่ไม่มีใครกล้าฟันธง แต่ทุกคนคิดในใจ
ความเงียบที่น่าสงสัยยิ่งกว่าคำตอบ
สิ่งที่น่าผิดหวังไม่แพ้ผลของคดี คือความเงียบขององค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้ง DSI และสำนักงานอัยการสูงสุด ต่างไม่ออกมาชี้แจงรายละเอียดต่อสาธารณะว่า พยานหลักฐานชิ้นไหนที่ถูกมองว่าอ่อน หรือข้อกฎหมายข้อไหนที่ทำให้คดีพลิก ทั้งที่นี่คือคดีที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์รู้ เพราะเป็นคดีที่ใช้ทรัพยากรรัฐ ใช้ภาษีประชาชน ไปกับการสอบสวนข้ามปี
ยิ่งเงียบเท่าไหร่ ยิ่งเพิ่มความคลางแคลงใจเท่านั้น เพราะในเมื่อไม่มีใครอธิบายด้วยเหตุผลทางกฎหมายที่หนักแน่นพอ สังคมก็มีสิทธิ์เต็มที่ที่จะตั้งคำถามด้วยเหตุผลทางสามัญสำนึกแทน
แทนไทยอาจชนะในทางกฎหมายแล้ววันนี้ แต่ในสายตาประชาชน คดีนี้ยังไม่จบ เพราะทุกครั้งที่คนมีเงินหลุดพ้นคดีใหญ่ได้ง่ายดายเกินคาด ความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมไทยก็ถูกกัดกร่อนไปอีกขั้นหนึ่ง
หากวันหนึ่งกระบวนการยุติธรรมไทยยังไม่กล้าเปิดเผยความจริงต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา คำถามที่ว่า "เงินซื้อความยุติธรรมได้จริงหรือไม่" ก็จะยังคงเป็นแผลเป็นที่คอยทิ่มแทงสังคมไทยต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหาย