xs
xsm
sm
md
lg

กลุ่มทุนลึกลับป่วน Polymarket ปั่นราคาบิทคอยน์ ฟันกำไร 8.2 ล้านดอลลาร์ ก่อนดีลระดมทุน 2 หมื่นล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



แพลตฟอร์มตลาดคาดการณ์เบอร์หนึ่งของโลกอย่าง Polymarket เจอศึกหนักเขย่าความเชื่อมั่นนักลงทุน หลังพบขบวนการฉวยจังหวะปั่นราคาบิทคอยน์ในช่วงเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนสัญญาปิด กวาดกำไรไปแล้วกว่า 8.2 ล้านดอลลาร์ ขณะที่รายย่อยแบกรับผลขาดทุนกว่า 93% โดยไม่รู้ตัว งานวิจัยจากสแตนฟอร์ดและ SMU ชี้ชัดว่านี่ไม่ใช่บั๊กหรือช่องโหว่แฮก แต่เป็น "จุดบอดเชิงโครงสร้าง" ที่ถูกออกแบบมาไม่รัดกุมตั้งแต่ต้น ล่าสุดบริษัทงัดระบบ TWAP มาแก้เกม แต่คำถามใหญ่คือจะกู้ความเชื่อมั่นนักลงทุนสถาบันได้ทันก่อนปิดดีลระดมทุนมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์บนวาเลชั่น 2 หมื่นล้านดอลลาร์หรือไม่

วิกฤตความเชื่อมั่นบนแพลตฟอร์มตลาดคาดการณ์ Polymarket เริ่มคลี่คลายลง หลังทีมผู้พัฒนาตัดสินใจยกเครื่องระบบอ้างอิงราคาครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ด้วยการยกเลิกกลไกดึงราคาแบบภาพนิ่ง ณ จุดเวลาเดียว (Single-Point Price Reference) สำหรับสัญญาระยะสั้น หันไปใช้ระบบราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามเวลา หรือ TWAP (Time-Weighted Average Price) แทน หลังพบว่าช่องโหว่นี้เปิดทางให้กลุ่มทุนฉวยโอกาสเข้าปั่นราคาบิทคอยน์ทำกำไรมหาศาลบนความเสียหายของนักลงทุนรายย่อย

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ร้อนแรงกว่าที่คิดคือ ผลการศึกษาร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) และมหาวิทยาลัยการจัดการแห่งสิงคโปร์ (Singapore Management University) ยืนยันชัดเจนว่าจุดอ่อนดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการถูกแฮกระบบ หรือบั๊กในสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) แต่อย่างใด หากแต่เป็น "ความผิดพลาดเชิงออกแบบ" ที่ฝังอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานของแพลตฟอร์มมาตั้งแต่ต้น การอ้างอิงราคาชำระบัญชีจากจุดเวลาเพียงจุดเดียว กลายเป็นประตูบานใหญ่ที่เปิดโอกาสให้กลุ่มทุนที่มีสายป่านยาวเข้ามาแทรกแซงตลาดได้อย่างแม่นยำราวกับวางแผนไว้ล่วงหน้า


เปิดกลยุทธ์ฟันกำไร ปั่นราคาข้ามกระดาน

รูปแบบการฉวยโอกาสของขบวนการนี้ไม่ซับซ้อน แต่แม่นยำจนน่าตกใจ นักเทรดจะเริ่มสะสมสถานะบนสัญญาบิทคอยน์แบบ 5 นาทีของ Polymarket ก่อนจะยิงคำสั่งซื้อหรือขายขนาดใหญ่เข้าใส่กระดานเทรดหลักอย่าง Binance ในช่วงไม่กี่วินาทีสุดท้ายก่อนสัญญาปิด แรงกระเพื่อมของราคาบนตลาดสปอตแม้เพียงเศษเสี้ยวเปอร์เซ็นต์ก็เพียงพอจะพลิกผลสัญญาบน Polymarket ให้ฝ่ายที่วางแผนไว้กลายเป็นผู้ชนะทันที ผู้ก่อเหตุยอมรับขาดทุนหลักหมื่นดอลลาร์บนกระดานสปอต เพื่อแลกกับเงินรางวัลที่สูงกว่าหลายเท่าตัวบนตลาดคาดการณ์ ก่อนจะรีบปิดสถานะทันทีที่เป้าหมายสำเร็จ

ตัวเลขจากการวิเคราะห์พฤติกรรมบนเครือข่ายเผยให้เห็นภาพที่น่าตกใจยิ่งกว่า เมื่อพบบัญชีต้องสงสัยมากถึง 821 บัญชี กวาดกำไรรวมกันไปแล้วถึง 8.2 ล้านดอลลาร์ภายในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา และภาระขาดทุนกว่าร้อยละ 93 ตกอยู่กับนักลงทุนรายย่อยที่ไม่ใช่ผู้ดูแลสภาพคล่องแต่อย่างใด ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือสัญญาที่มีความน่าจะเป็นสูงถึงร้อยละ 90 กลับถูกแทรกแซงจนผลลัพธ์พลิกกลับไปถึงหนึ่งในสามของช่วงเวลาที่มีการปั่นราคาเกิดขึ้น นั่นหมายความว่านักลงทุนที่วางเดิมพันตามกลไกตลาดปกติ กำลังสูญเงินไปโดยไม่รู้ตัวเลยว่าอัตราต่อรองที่เห็นบนหน้าจอถูกบิดเบือนไปแล้วล่วงหน้า


เดิมพันสูง ก่อนปิดดีลระดมทุนหมื่นล้าน

แรงสั่นสะเทือนครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในหมู่นักเทรด แต่ส่งผลกระทบตรงไปยังแผนระดมทุนก้อนใหญ่ของ Polymarket ที่กำลังเดินหน้าเสาะหาเม็ดเงินราว 1 พันล้านดอลลาร์ บนการประเมินมูลค่าบริษัทสูงถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์ สำหรับกองทุนและนักลงทุนสถาบัน โครงสร้างความปลอดภัยคือปัจจัยที่ต้องถูกให้น้ำหนักไม่น้อยไปกว่าตัวเลขการเติบโต การปล่อยให้จุดอ่อนเชิงโครงสร้างดำรงอยู่นานหลายเดือนโดยไม่ได้รับการแก้ไข ย่อมกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

เมื่อเทียบกับคู่แข่งโดยตรงอย่าง Kalshi ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมาธิการการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์แห่งสหรัฐอเมริกา (CFTC) ที่เลือกใช้ดัชนีราคาถ่วงน้ำหนักเฉลี่ยเคลื่อนที่ 60 วินาทีมาตั้งแต่ต้น ความแตกต่างด้านมาตรฐานความปลอดภัยยิ่งเห็นได้ชัด เพราะระบบของ Kalshi สามารถตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัยได้ถึง 150-250 รายการต่อไตรมาสในปี 2569 พร้อมส่งเรื่องต่อให้หน่วยงานกำกับดูแลดำเนินการได้อย่างเด็ดขาด สะท้อนว่าการกำกับดูแลที่เข้มงวดกว่าไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการเติบโตที่ช้าลงเสมอไป


ช่องว่างสภาพคล่อง ตัวเร่งที่คุมยาก

โครงสร้างตลาดคริปโตระดับโลกยังมีจุดอ่อนด้านสภาพคล่องที่เป็นปัจจัยเร่งให้การแทรกแซงราคาทำได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ปริมาณการซื้อขายเบาบาง เช่น นอกเวลาทำการของตลาดฝั่งเอเชียหรือยุโรป ยิ่งไปกว่านั้น ความแตกต่างระหว่างแพลตฟอร์มกระจายศูนย์อย่าง Polymarket ที่พึ่งพากระเป๋าเงินดิจิทัลแบบไม่ระบุตัวตน กับแพลตฟอร์มรวมศูนย์ที่มีกระบวนการยืนยันตัวตน (KYC) ทำให้การบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามพฤติกรรมข้ามตลาดยังคงเป็นโจทย์ยากสำหรับผู้คุมกฎทั่วโลก

การเปลี่ยนมาใช้ระบบ TWAP ร่วมกับเครือข่ายข้อมูลจาก Chainlink Data Streams ถือเป็นมาตรการสกัดกั้นที่ตรงจุดในเชิงเทคนิค โดยสัญญาแบบ 5 นาทีจะอ้างอิงราคาเฉลี่ย 30 วินาที ขณะที่สัญญา 15 นาทีและ 4 ชั่วโมงจะใช้ราคาเฉลี่ย 60 วินาที การปรับนี้เพิ่มต้นทุนและระยะเวลาที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีต้องแบกความเสี่ยงบนตลาดสปอตอย่างมีนัยสำคัญ ทว่ากลไกใหม่ก็ไม่ได้ปิดตายโอกาสโจมตีโดยสิ้นเชิง หากกลุ่มทุนขนาดใหญ่พร้อมทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเพื่อตรึงราคาให้นานขึ้นกว่าเดิม

อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดแล้ว โจทย์ใหญ่ที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกต้องจับตาไม่ใช่แค่ว่า Polymarket จะปิดรูรั่วนี้ได้สำเร็จหรือไม่ แต่คือมาตรการนี้จะสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่น รักษาปริมาณการซื้อขายที่แท้จริงไว้ได้หรือไม่ ท่ามกลางสมรภูมิตลาดคาดการณ์ (Prediction Market) ที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคของการกำกับดูแลที่เข้มข้นขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคตอันใกล้