ท่ามกลางกระแสบิทคอยน์ที่พุ่งตัวจนดูเหมือนไม่มีเพดาน "พิชัย จาวลา" นักธุรกิจผู้ก่อตั้งเครือโรงแรมบีทู และเจ้าของทฤษฎีผลประโยชน์ ออกมาเผยมุมมองผ่านรายการ Money Chat ชี้ว่าสิ่งที่ตลาดกำลังเห่อกันอยู่นั้น แท้จริงแล้วคือ "ละครตบตา" ที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีตเพื่อล่อลวงนักลงทุนให้เข้าสู่กับดักทางจิตวิทยา ทั้งการดันราคาให้แพงเพื่อสร้างความขลัง การใช้ความผันผวนเป็นบทเรียนล้างสมอง ไปจนถึงการดึงตัวละครระดับโลกอย่างเฟดและทรัมป์มาสร้างความชอบธรรมให้สินทรัพย์ ที่แท้จริงแล้วอาจไม่มีมูลค่าอะไรเลย พร้อมฟันธงไทม์ไลน์ไม่เกิน 5 ปี ก่อนม่านปิดฉากและราคาร่วงกลับสู่หลักพันดอลลาร์
กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นสะเทือนความเชื่อมั่นของแวดวงคริปโตเคอร์เรนซี เมื่อ พิชัย จาวลา นักธุรกิจและนักลงทุนชื่อดังชาวไทย ผู้ร่วมก่อตั้งเครือโรงแรมบีทู (B2 Hotel) และเป็นที่รู้จักในวงการการเงินจากแนวคิด "ทฤษฎีผลประโยชน์" (Benefit Theory) การลงทุนสวนกระแสคนส่วนใหญ่ ออกมาพูดถึงบิทคอยน์ผ่านรายการ Money Chat ด้วยมุมมองสวนทางนักเทรดคริปโต ชี้ว่าสิ่งที่ตลาดกำลังคลั่งไคล้อยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่นวัตกรรมทางการเงินอย่างที่โฆษณาชวนเชื่อกันปาวๆ แต่คือ "มหกรรมละครตบตา" ที่ถูกจัดฉากขึ้นมาเพื่อดักทางฝูงชนให้เข้าสู่กับดักทางจิตวิทยาอย่างแนบเนียน
กลไกราคาและละครโรงใหญ่ของโลกการเงิน
พิชัยชี้ให้เห็นว่า การที่ราคาบิทคอยน์ทะยานขึ้นเหนือระดับที่ใครจะคาดคิดได้นั้น ไม่ได้เป็นผลผลิตจากความต้องการทางเทคโนโลยีอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่คือกลยุทธ์เชิงลึกที่ใช้ "ราคา" เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้แก่สินทรัพย์ เมื่อราคาพุ่งทำนิวไฮทำลายทุกสถิติ จิตวิทยาหมู่จะพลิกจากความระแวงเป็นความเลื่อมใสในพริบตา และนี่คือจังหวะที่ "ตัวละครระดับโลก" ถูกส่งลงเวทีเพื่อแสดงบทบาทสมทบ
เขาตั้งคำถามเชิงเสียดสีต่อความเคลื่อนไหวของหน่วยงานอย่างธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หรือท่าทีของนักการเมืองทรงอิทธิพลอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ที่ตบเท้าเข้ามาประกาศถือครองบิทคอยน์ ว่าแท้จริงแล้วเป็นเพียงฉากใหญ่ที่จัดวางไว้ให้คนทั่วไปหลงเชื่อและกล้ากระโดดเข้ารับช่วงต่อในราคาสูงลิ่วหรือไม่ "คนระดับนำของโลกจะยอมควักเงินมหาศาลเพื่อซื้อหน่วยคอมพิวเตอร์ในราคาเป็นแสนดอลลาร์จริงหรือ?" คือคำถามที่พิชัยทิ้งไว้ให้นักลงทุนขบคิด
3 องค์ประกอบที่ทำให้คนหลงเชื่อในแพทเทิร์นของบิทคอยน์ ได้แก่
1.การเบรกนิวไฮอย่างมีนัยสำคัญเพื่อลบภาพจำเดิมและปลูกฝังความเชื่อว่านี่คือสินทรัพย์ไร้เพดาน
2.วงจรการปรับฐานรุนแรงถึง 90% แต่ฟื้นกลับมาได้ทุกครั้ง เพื่อสร้างภาพลวงตาเรื่องความ "อมตะ"
3.การดึงตัวแสดงระดับโลกมาอ้างอิง เพื่อให้เกิดการยอมรับว่าบิทคอยน์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบโลกที่แตะต้องไม่ได้ไปแล้ว
"Genius System" เมื่อความแพงคือเครื่องมือล่อซื้อ
พิชัยระบุว่า ระบบการเงินที่ขับเคลื่อนบิทคอยน์อยู่เบื้องหลังคือสิ่งที่เขาเรียกว่า "Genius System" ระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อเอาชนะสัญชาตญาณดิบของมนุษย์อย่างเบ็ดเสร็จ ผ่านการ "โปรแกรมความคิด" ด้วยกาลเวลาและความเจ็บปวดจากการพลาดโอกาส หากสินทรัพย์นี้ราคาถูกเพียงหลักสิบหรือหลักร้อยดอลลาร์ ต่อให้เดินสายโรดโชว์ทั่วโลกก็คงไม่มีใครแยแส แต่ในทางกลับกัน "ความแพง" และการลากราคาขึ้นลงซ้ำๆ ต่างหากที่เป็นบทเรียนฝึกให้คนเชื่อมั่นว่า "ทุกการย่อตัวคือโอกาส" และ "มันไม่มีวันตาย"
เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้นระหว่างมุมมองของนักลงทุนส่วนใหญ่กับความจริงเบื้องหลังการออกแบบระบบ ในประเด็นมูลค่าและราคา ฝูงชนมองว่าราคาที่สูงคือบทพิสูจน์มูลค่ามหาศาล แต่ความจริงคือราคาต้องถูกดันให้สูงลิ่วเพื่อบีบให้คนยอมซื้อ เพราะหากราคาต่ำจะไม่มีใครเชื่อมั่น ในประเด็นความผันผวน ฝูงชนมองว่าเป็นการปรับฐานตามกลไกตลาดที่ทำให้สินทรัพย์แข็งแกร่งขึ้น แต่ความจริงคือการสร้าง "ความขลัง" ผ่านความเจ็บปวดเพื่อให้คนชินกับแพทเทิร์นและไม่กล้าขาย และในประเด็นการยอมรับจากภาครัฐ ฝูงชนมองเป็นชัยชนะของคริปโตที่ได้รับการยอมรับจากผู้คุมกฎ แต่ความจริงคือส่วนหนึ่งของการแสดงเพื่อสร้างความชอบธรรมให้คนกล้าซื้อในจุดที่เสี่ยงที่สุด
พิชัยมองว่าความอัจฉริยะของระบบนี้อยู่ที่การเปลี่ยนข้อสงสัยเรื่องการใช้พลังงานมหาศาลหรือการต่อต้านจากภาครัฐ ให้กลายเป็นเพียงเสียงรบกวนที่ถูกกลบด้วยกราฟราคาที่พุ่งทะยานไม่หยุด
ไทม์ไลน์ 5 ปี สู่ฉากทัศน์ "อวสานบิทคอยน์" ในหลักพัน
ในเชิงยุทธศาสตร์ พิชัยประเมินว่าบิทคอยน์จะยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างความหวังต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยมีแนวรับด้านล่างในกรอบ 30,000-50,000 ดอลลาร์ และแนวต้านด้านบนที่พร้อมดีดกลับไปทดสอบ 80,000-100,000 ดอลลาร์ หรือสูงกว่านั้น เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนปิดฉาก
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำชัดว่ากรอบเวลาของความรุ่งโรจน์นี้จะไม่เกิน 5 ปี ก่อนที่ละครโรงใหญ่จะปิดม่านลง และราคาจะดิ่งกลับสู่ระดับ "หลักพัน" ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดที่มูลค่าทางตรรกะจะกลับมามีอิทธิพลเหนืออารมณ์อีกครั้ง
"ประโยคที่ผิดที่สุดสำหรับคนเชื่อมั่นในบิทคอยน์คือ 'ถ้ามันไม่ดี มันจะขึ้นได้ยังไง' นี่คือรากเหง้าของหายนะทางความคิด เพราะในโลกการเงิน ความจริงไม่เคยใช่สิ่งที่เห็น สิ่งที่ราคาพุ่งสูงไม่ได้แปลว่ามันดี แต่มันถูกทำให้แพงเพื่อให้คุณยอมซื้อในสิ่งที่ไม่มีมูลค่าต่างหาก" พิชัยกล่าว
คำถามที่นักลงทุนต้องตอบตัวเองให้ได้จึงไม่ใช่ว่าราคาจะไปถึงเป้าหมายหรือไม่ แต่คือเมื่อถึงจุดราคาสูงสุดแล้ว จะยังมีสติพอที่จะ "ขาย" ออกมาหรือไม่
กับดักสุดท้าย ทำไมคนส่วนใหญ่จะ "ไม่มีวันขาย" ที่จุดสูงสุด
เมื่อบิทคอยน์เดินทางกลับไปแตะระดับหนึ่งแสนดอลลาร์อีกครั้ง ความเชื่อมั่นจะเปลี่ยนสภาพเป็นศรัทธาที่มืดบอด และปรากฏการณ์ "จุดสูงสุดของความเชื่อ" นี้เองคือจุดอันตรายที่สุด เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่จะไม่มีวันยอมขายสินทรัพย์ออกไป ด้วยถูกโปรแกรมความคิดให้เชื่อว่าราคาจะไปต่อไม่มีที่สิ้นสุด และนั่นคือจังหวะที่ระบบจะทำการ Reset ตัวเองอย่างรุนแรงที่สุด
พิชัยทิ้งท้ายด้วยยุทธศาสตร์การเอาตัวรอดสำหรับนักลงทุนมืออาชีพไว้ 3 ข้อ คือ การจดจ่อเฉพาะจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ส่งผลต่อภาพใหญ่ โดยไม่จำเป็นต้องรู้ทุกความเคลื่อนไหว การละทิ้งความจำเป็นที่จะต้องรอบรู้ทุกเรื่อง เพราะการรอดในตลาดไม่ได้วัดกันที่วิเคราะห์ถูกทุกครั้ง แต่วัดกันที่เข้าใจว่ากระแสหลักกำลังถูกล่อลวงไปในทิศทางใด และการรักษาระยะห่างเชิงยุทธศาสตร์เพื่อลดอคติทางอารมณ์ เมื่อตัดสินใจในจุดสำคัญไปแล้ว การถอยออกมามองภาพจากมุมสูงจะช่วยป้องกันไม่ให้ข่าวลือและอารมณ์ของฝูงชนดึงกลับเข้าสู่วังวนแห่งความประมาท
อีกมุมหนึ่ง ฝ่ายที่เชื่อในปัจจัยพื้นฐานยังยืนยันคุณค่าของบิทคอยน์
ท่ามกลางมุมมองเชิงวิพากษ์ของพิชัย ยังมีนักวิเคราะห์และนักลงทุนสถาบันจำนวนไม่น้อยที่มองต่างมุม โดยยึดหลักปัจจัยพื้นฐานเป็นเครื่องยืนยันมูลค่าของบิทคอยน์ ไม่ใช่เพียงภาพลวงตาทางจิตวิทยาอย่างที่ถูกกล่าวหา
กลุ่มนี้ชี้ว่าอุปทานจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญตามโปรโตคอลที่แก้ไขไม่ได้ คือคุณสมบัติเชิงโครงสร้างที่แตกต่างจากสินทรัพย์เก็งกำไรทั่วไป และเป็นเหตุผลที่สถาบันการเงินระดับโลกทยอยเข้าถือครองผ่านกองทุน ETF สปอตบิทคอยน์ในตลาดสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ได้รับอนุมัติ ซึ่งพวกเขามองว่าเป็นการไหลเข้าของเม็ดเงินเชิงโครงสร้างระยะยาว ไม่ใช่เพียงการแสดงบทบาทตามที่พิชัยตั้งข้อสังเกต
นอกจากนี้ ฝ่ายสนับสนุนยังชี้ว่าบิทคอยน์ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและการอ่อนค่าของสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศเผชิญภาวะเงินเฟ้อและหนี้สาธารณะพุ่งสูง ขณะที่เครือข่ายบล็อกเชนที่กระจายศูนย์และไม่มีผู้ควบคุมรายเดียว ถูกมองว่าเป็นจุดแข็งเชิงโครงสร้างที่ต่างจากสินทรัพย์ที่ถูกจัดฉากโดยกลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ง่ายๆ
ฝ่ายนี้ยอมรับว่าความผันผวนของบิทคอยน์เป็นเรื่องจริง แต่มองว่าเป็นธรรมชาติของสินทรัพย์ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การยอมรับกระแสหลัก ไม่ต่างจากที่สินทรัพย์เกิดใหม่อื่นๆ เคยเผชิญมาก่อนในประวัติศาสตร์ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงเสถียรภาพในระยะยาว
ขณะที่ทฤษฎีของพิชัยเตือนให้นักลงทุนตั้งคำถามต่อแรงจูงใจเบื้องหลังการเคลื่อนไหวของราคา ฝ่ายที่เชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานก็ยืนยันว่าการไหลเข้าของเม็ดเงินสถาบันและคุณสมบัติเชิงโครงสร้างของบิทคอยน์ คือสิ่งที่แยกมันออกจากสินทรัพย์เก็งกำไรทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงอย่างเข้มข้นในหมู่นักลงทุนทั้งสองฝ่าย
"ความจริงไม่เคยใช่สิ่งที่เห็น" คือสัจธรรมที่พิชัยย้ำว่านักลงทุนต้องระลึกไว้เสมอ เพราะในวันที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าบิทคอยน์คือทองคำดิจิทัลและเป็นอนาคตที่ไม่มีวันล่มสลาย นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดังที่สุดของละครฉากสุดท้าย การเป็นนักลงทุนส่วนน้อยที่รอดชีวิตจึงไม่ใช่เรื่องของการตามล่าหาข่าววงใน แต่คือความสามารถในการกะเทาะเปลือกมายาคติ และมองเห็น "หน่วยคอมพิวเตอร์" ในราคาแสนดอลลาร์ ให้เป็นเพียงอุปกรณ์ประกอบฉากชิ้นหนึ่ง ก่อนที่ระบบจะดึงหน้ากากออกและทิ้งคนส่วนใหญ่ไว้กับซากปรักหักพัง ในระดับราคาที่เหลือเพียงหลักพันดอลลาร์อีกครั้ง