กรณีคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษผู้บริหาร บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ฐานปกปิดข้อมูลการถูกโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ามหาศาลกว่า 1,700 ล้านบาท เป็นเวลานานถึง 5 ปี ไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุทางไซเบอร์ แต่คือภาพสะท้อนชั้นดีของรอยร้าวทางธรรมาภิบาลในสถาบันที่พยายามสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็น “ธนาคารยุคใหม่” ของไทย มุมมองคนคริปโต "พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว" CIO แห่ง Cryptomind Advisory ตีแผ่เกมการเงินพันล้าน ตั้งแต่การขายเหรียญ KUB ทิ้งแบบฉุกเฉิน การจ่ายเงินปันผล 80% ของกำไรในช่วงที่รู้แก่ใจว่าองค์กรกำลังถังแตก ไปจนถึงมายาคติ “ระบบป้องกันสามชั้น” ที่จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา เคยโฆษณาไว้ แต่กลับเงียบสนิทเมื่อถึงคราววิกฤต โดยปล่อยให้ภาพสลัดในห้องวอร์รูมทำงานหนักแทนคำขอโทษใด ๆ ต่อลูกค้า
เปิดแผลใจกลางตลาดทุนดิจิทัล เมื่อหลักฐานบนบล็อกเชนไม่เคยโกหก
พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว (หาญ) ประธานเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน บริษัท คริปโตมายด์ แอดไวเซอรี่ จำกัด และกรรมการสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ได้สรุปเหตุการณ์อื้อฉาวครั้งประวัติศาสตร์ในรายการที่ย้อนรอย “5 ปี 1,700 ล้านบิทคับ” ถึงที่มาที่ไปของเหตุการณ์ดังกล่าวว่า การกล่าวโทษของ ก.ล.ต. ต่อผู้บริหาร บริษัท บิทคับ ออนไลน์ ได้กลายเป็นทุ่นระเบิดลูกใหญ่ที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยลงถึงฐานราก เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องตัวเลขความเสียหายทางบัญชีที่สามารถใช้เช็คส่วนตัวปลีกย่อยปิดจบได้ แต่มันคือการเปิดแผลทางธรรมาภิบาลชนิดที่เนื้อเน่าและหนองเต็มแผล ขององค์กรที่อ้างตนว่ากำลังก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้พิทักษ์การเงินรูปแบบใหม่”
ย้อนกลับไปในช่วงรอยต่อปี 2565-2566 ปมปริศนาการแฮกเริ่มถูกจุดชนวนขึ้นโดยเพจ “บิ๊ก ซีเคร็ต” ก่อนจะถูกตอกย้ำด้วยการตรวจสอบธุรกรรมบนบล็อกเชนโดยเพจ “สต็อกเกอร์ เดย์” ซึ่งพบร่องรอยการโอนสินทรัพย์ที่ถูกขโมยออกไปยังศูนย์ซื้อขายระดับโลกอย่าง ไบแนนซ์, FTX และมีการใช้ทอร์นาโด แคช เครื่องมือฟอกเงินชั้นสูงเพื่ออำพรางเส้นทางธุรกรรม หลักฐานที่จับต้องได้บนโลกออนเชนนั้นบิดเบือนไม่ได้ ซึ่งในช่วงแรกบิทคับกลับเลือกเดินเกมปฏิเสธ โดยอ้างว่าเอกสารที่หลุดออกมาเป็นของปลอม เหมือนโจรที่ถูกจับได้คาหนังคาเขาแต่ยังคงร้องตะโกนว่าตนเองบริสุทธิ์
ยิ่งไปกว่านั้น รายละเอียดของเหรียญ JFIN ที่ถูกขโมยไปแต่ไม่สามารถระบายออกเป็นเงินสดได้ เนื่องจากไม่มีสภาพคล่องในตลาดรองรับเพียงพอ ได้ตอกย้ำให้เห็นว่าผู้โจมตีอาจเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่เข้าใจธรรมชาติของสินทรัพย์นั้นดีพอ หรือไม่ก็เป็นข้อจำกัดทางเทคนิคของตัวโทเค็นเอง แต่ที่กลายเป็นประเด็นให้นักลงทุน เอ๊ะ!! ก็คือ แม้แต่เหรียญที่ระบายไม่ได้ ก็ยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองในเกมปกปิดข้อมูลอยู่นานหลายเดือน จนสุดท้ายภายใต้แรงกดดันที่หนักหน่วง ก.ล.ต. จึงขยายผลการสอบสวนเชิงลึก กระทั่งบีบให้บิทคับต้องออกมายอมรับว่าระบบถูกเจาะจริง และบริษัทได้ดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เรื่องแดงขึ้นสู่สาธารณะ ซึ่งขัดต่อหลักการเปิดเผยข้อมูลต่อหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสิ้นเชิง
วิถีแห่งเงินพันล้าน "ขายเหรียญ KUB 1,500 ล้าน 10 วันหลังแฮก" และปันผล 80% ทั้งที่รู้ว่ากำลังถังแตก
เมื่อเกิดแผลลึก ก็ย่อมต้องมีกระบวนการห้ามเลือด แต่การห้ามเลือดของบิทคับกลับเต็มไปด้วยความย้อนแย้งในช่วงเวลาคาบเกี่ยว โดยกลยุทธ์การระดมเงินมาชดเชยส่วนที่หายไปกว่า 1,700 ล้านบาท เริ่มต้นด้วยการขายเหรียญ KUB มูลค่าประมาณ 1,500 ล้านบาท ซึ่งเกิดขึ้นเพียง 10 วันหลังจากเกิดเหตุแฮก แม้จะมีคำชี้แจงจากอดีตผู้จัดการฝ่ายการเงินว่า ก.ล.ต. กำลังจับตามองการเคลื่อนไหวของเหรียญ KUB อย่างใกล้ชิดในปี 2565 ภายหลังจากกรณีสั่งปรับ CTO ของบิทคับ บล็อกเชน เทคโนโลยี เป็นเงิน 8.5 ล้านบาท และสั่งห้ามเป็นกรรมการนาน 12 เดือน แต่ความบังเอิญที่ตัวเลขและไทม์ไลน์มาเจอกันตรงเผงเช่นนี้ ชวนให้ตั้งคำถามจากมุมมองของนักลงทุนและบริษัทจดทะเบียนที่มีสามัญสำนึก ว่าข้ออ้างเรื่องการจับตาของหน่วยงานกำกับดูแลนั้น ถูกนำมาใช้เป็นโล่กำบังธุรกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อกลบรอยรั่วหรือไม่
สมมติฐานดังกล่าวทวีความร้อนแรงขึ้นอีก เมื่อนำไปซ้อนทับกับการตัดสินใจอันน่าพิศวงของ บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้ง และ บิทคับ ออนไลน์ ที่ประกาศจ่ายเงินปันผลก้อนโตในเดือนพฤษภาคม 2565 มูลค่ากว่า 2,120 ล้านบาท หรือคิดเป็น 80% ของกำไรสุทธิปี 2564 นี่คือความขัดแย้งกับมูลค่าของธุรกิจสตาร์ทอัพและสถาบันการเงินที่ต้องการเติบโต เพราะในยามที่ธุรกิจปกติต้องนำกำไรไปเสริมสภาพคล่องและลงทุนต่อ กลับเลือกที่จะเจียดจ่ายออกมาในสัดส่วนที่แทบจะเรียกว่าขูดเนื้อตัวเองให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ มันคือการกระทำที่ย้อนแย้งกับคำแก้ตัวของ สกลกร สระกวี ที่ระบุว่าตนเป็นผู้ตัดสินใจปกปิดข้อมูลแต่เพียงผู้เดียว เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่เงินปันผลก้อนมโหฬารที่ไหลออกจากบริษัทในช่วงที่กำลังเผชิญวิกฤตสภาพคล่องร้ายแรง การใช้เงินส่วนตัวจากการรับปันผลมาชดใช้ความเสียหาย จึงไม่ใช่ภาพของผู้เสียสละ หากแต่คือการลงบัญชีอย่างแยบยลที่โยนภาระการตรวจสอบไปให้ปลายทางมากกว่าจะเป็นการเยียวยาที่สุจริตใจ
ธรรมาภิบาลล่องหน ‘สกลกร’ แบกคุก ‘จิรายุส’ ปลอดภัยใต้เงาไม่มีชื่อเป็นกรรมการ
ความล้มเหลวทางธรรมาภิบาลครั้งนี้ถูกทำให้เด่นชัดที่สุดผ่านการจัดฉากบทบาทของสองผู้นำที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว สกลกร สระกวี ซึ่งมีชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ผงาดรับผิดชอบในทางกฎหมายและแสดงตนเป็นผู้แบกรับบาปแต่เพียงผู้เดียว ด้านหนึ่งนั่นคือการยอมรับในโลกของกฎหมายที่จับต้องได้ แต่อีกด้านหนึ่งก็เปิดทางให้จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้เป็นภาพจำหลักของแบรนด์บิทคับ ที่ปรากฏโฉมอยู่ทุกสื่อ ทุกทอล์กโชว์ใหญ่ของประเทศ สามารถยืนอยู่บนเวทีได้อย่างปลอดภัย โดยที่ชื่อของเขาไม่มีปรากฏเป็นกรรมการใน บริษัท บิทคับ ออนไลน์ เลยแม้แต่น้อย นี่คือสถาปัตยกรรมเชิงกฎหมายที่ออกแบบมาอย่างบรรจง เพื่อให้บุคคลที่เป็นหน้าตาขององค์กรสามารถรอดพ้นจากวิกฤติที่ตนเองก็รู้เห็นเป็นอย่างดี
ความย้อนแย้งที่สร้างความผิดหวังอย่างถึงที่สุด ปรากฏขึ้นเมื่อเราเปิดบันทึกสัมภาษณ์ของจิรายุสเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ซึ่งเขาพูดตอกย้ำความสะอาดบริสุทธิ์ของบริษัทเพื่อเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ (IPO) โดยเน้นว่าบิทคับมี “ระบบป้องกันสามชั้น” และมีมาตรฐานที่เข้มงวดเหนือกว่าแม้แต่บริษัทมหาชน พร้อมคำกล่าวเชิงดูแคลนสตาร์ทอัพทั่วไปว่า องค์กรของเขาได้ก้าวข้ามวัฒนธรรม มูฟฟาสต์ เบรกกิ้ง อะพอโลไจเซอร์ (Move fast, break things and apologize later) ไปสู่การเป็นสถาบันการเงินที่มั่นคงอย่างเต็มภาคภูมิแล้ว ทว่าในความเป็นจริง ณ ขณะที่วิกฤตกำลังก่อตัวและหายนะคืบคลานกัดกินลูกค้า จิรายุสกลับเลือกที่จะไม่เคลื่อนไหวใด ๆ นอกจากโพสต์ภาพตนเองนั่งอยู่ใน “วอร์รูม” พร้อมสลัดและขวดน้ำ โดยไม่ยอมให้สัมภาษณ์หรือชี้แจงความจริงที่เกิดขึ้นต่อสาธารณชนเลยแม้แต่นิดเดียว ภาพดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญลักษณ์ของผู้นำในภาวะวิกฤต
บทเรียน 1,700 ล้าน ธรรมาภิบาลของจริงหรือแค่เครื่องมือทางการตลาด
โศกนาฏกรรมครั้งนี้ได้เปิดเปลือยให้เห็นรอยร้าวระหว่างสองโลกความคิดอย่างชัดเจน โลกของ “ชาวคริปโต” จำนวนไม่น้อยมองว่า ตราบใดที่เงินไม่หายและในที่สุดมีการชดเชย ก็ถือว่ายอมรับได้ "จบ" มิติของความถูกผิดทางธรรมาภิบาลแทบไม่มีน้ำหนัก แต่สำหรับมุมมองของตลาดทุนดั้งเดิมที่เติบโตมาบนหลักนิติธรรม การปกปิดข้อมูลสำคัญคืออาชญากรรมขั้นร้ายแรง สำหรับสถาบันที่ประกาศตัวว่าต้องการเป็นธนาคารยุคใหม่ในระดับสากล ความโปร่งใสไม่ใช่ทางเลือก หากแต่เป็นภาคบังคับที่ไม่อาจแสร้งทำเป็นมีขึ้นได้
บทบาทของ ก.ล.ต. ในช่วงปี 2564 ซึ่งอาจต้องยอมรับว่าเป็นห้วงเวลาที่ตลาดวิ่งเร็วกว่ากฎหมาย ได้ถูกพิสูจน์และปรับตัวขึ้นอย่างมากหลังวิกฤตซิปเม็กซ์ แต่ความล่าช้าในการดำเนินการกับกรณีบิทคับก็ยังชี้ให้เห็นว่า ระบบการรายงานฐานะการเงินในอดีตยังมีช่องโหว่ที่เปิดทางให้เกิดการหมกเม็ดข้อมูลขนาดมหึมาได้ กระนั้น การที่หน่วยงานกำกับดูแลเริ่มใช้อำนาจสอบย้อนหลังและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าไม่มีใครใหญ่เกินกว่ากฎหมายอีกต่อไป
ทิศทางต่อจากนี้ของบิทคับและศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย จึงไม่ใช่แค่การฝ่าวิกฤตภาพลักษณ์ แต่ต้องก้าวข้ามภาวะ “เด็กเล่นขายของ” ที่เอาแต่คิดว่าเยียวยาเงินเสร็จแล้วจบ ไปสู่การเป็นสถาบันการเงินที่มีวุฒิภาวะอย่างแท้จริง ความปลอดภัยของการฝากสินทรัพย์ไว้กับผู้ดูแลภายใต้การกำกับดูแลของบุคคลที่สาม ย่อมยังคงเป็นเส้นทางที่สมเหตุสมผล กว่าศูนย์ซื้อขายนอกประเทศที่ไร้จุดเชื่อมโยงทางกฎหมาย แต่ความเชื่อมั่นนั้นจะเกิดขึ้นได้อีกครั้ง ก็ต่อเมื่อผู้บริหารหยุดใช้วาทกรรมสวยหรู และเริ่มเคารพในสิทธิขั้นพื้นฐานของลูกค้า ที่ควรได้รับรู้ความจริงอย่างตรงไปตรงมา บทเรียน 1,700 ล้านบาทในครั้งนี้ จึงไม่ใช่ราคาของการถูกแฮ็ก แต่มันคือราคาที่บิทคับต้องจ่ายเพื่อให้สังคมได้รับรู้ว่า คำว่า “ธรรมาภิบาล” เป็นเพียงลมปาก หรือเป็นเพียงคำพูดเสริมความเชื่อมั่นภาพลักษณ์องค์กรเพื่อหวังดึงนักลงทุนให้อยู่จ่ายค่าธรรมเนียมเทรดกับกระดานของตนเท่านั้น