วิจัยกรุงศรี ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 3/69 การใช้จ่ายเติบโตดีขึ้น แต่อาจยังไม่ต่อเนื่อง ชี้แรงส่งทางเศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอน ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดในฮอร์มุซยังยืดเยื้อ หลังอิหร่านยกระดับเงื่อนไขเปิดช่องแคบ
วิจัยกรุงศรี ประเมินว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ในไตรมาส 3 ปี 2569 ได้แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ แต่อาจเผชิญความไม่แน่นอนในระยะต่อไป โดย ณ สิ้นเดือนก.ค.69 มาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 มียอดใช้จ่ายรวม 86,442.6 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 49,601.6 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 36,841.0 ล้านบาท ซึ่งมาตรการนี้ จะเป็นแรงหนุนต่อการใช้จ่ายถึงสิ้นไตรมาส 3
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ชะลอตัวลงสู่ 1.95% ในเดือนกรกฎาคม จาก 2.42% ในเดือนมิถุนายน แต่ยังอยู่ในระดับสูงจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะเดียวกัน ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้าง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้นสู่ 1.34% จาก 1.23%
วิจัยกรุงศรี ระบุว่า แม้ในไตรมาส 3 ปีนี้ การใช้จ่ายมีแนวโน้มดีขึ้น และเงินเฟ้อชะลอลงบ้าง แต่ในระยะข้างหน้า แรงส่งทางเศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอน จาก 3 ปัจจัยสำคัญ คือ
1. แรงกระตุ้นด้านการบริโภคแผ่วลง โดยในไตรมาส 4 แม้ว่ามาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย แต่มีวงเงินเพียง 1,750-2,000 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่ามาตรการไทยช่วยไทยพลัส ที่มีวงเงินมากถึง 1.2 แสนล้านบาท
2. มาตรการระยะปานกลาง-ยาว ยังขาดความชัดเจน โดยเฉพาะแผนลงทุนผ่านโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 2 แสนล้านบาท ซึ่งยังต้องติดตามรายละเอียดของโครงการ รวมถึงความรวดเร็วในการเบิกจ่าย
3. แรงกดดันเงินเฟ้อจากการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปสู่ผู้บริโภค (Pass-through Effect) เนื่องจากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI +7.26% ในเดือนกรกฎาคม) ยังคงอยู่ในระดับสูง และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานทยอยปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนแรงกดดันต่อกำลังซื้อของครัวเรือนในระยะข้างหน้า
วิจัยกรุงศรี ยังได้ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยมองว่า แม้อิหร่าน และโอมาน เห็นพ้องแนวทางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ภาวะชะงักงันของอุปทานพลังงานจะยังคงอยู่ โดยการเปิดช่องแคบจะขึ้นอยู่กับผลการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านเป็นสำคัญ ขณะที่อุปสรรคในการเจรจายังสูง หลังอิหร่านพิจารณาร่างกฎหมายห้ามเรือสหรัฐฯ อิสราเอล และประเทศที่เป็นปฏิปักษ์ผ่านช่องแคบฯ ส่งผลให้ราคาพลังงานมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง
เศรษฐกิจสหรัฐฯ : ตลาดแรงงานที่อ่อนแอกว่าคาด ลดโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกรกฎาคมลดลง 23,000 ตำแหน่ง สวนทางการคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้น 88,000 ตำแหน่ง ขณะที่ค่าจ้างรายชั่วโมงชะลอสู่ 3.2% YoY จาก 3.4% และต่ำกว่าคาดที่ 3.5%
ทั้งนี้ แม้ว่าเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมายที่ 2.0% ท่ามกลางราคาพลังงานที่สูง และความเสี่ยงจากมาตรการปรับขึ้นภาษีการค้า แต่การจ้างงานและค่าจ้างที่ชะลอลง คาดว่าจะช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ และหนุนให้เฟดมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50-3.75% ตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้
เศรษฐกิจจีน : การส่งออกเป็นแรงหนุนสำคัญในช่วงที่การบริโภคยังอ่อนแอ โดยเฉพาะสินค้าไฮเทค ซึ่งขยายตัวสูงกว่า 50% ติดต่อกันเป็นเดือนที่สาม ขณะที่สงครามการค้ากับสหรัฐฯ คาดว่าจะยังดำเนินต่อไปในลักษณะจำกัดวง โดยอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยอาจสูงขึ้น แต่น่าจะไม่เกินระดับที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้ ส่วนการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง และสินค้าที่ใช้ด้านการทหา รจะยังคงเป็นเครื่องมือที่ใช้คุมเชิงกันต่อไป ไม่ว่าจะเพื่อผลลัพธ์เชิงสัญลักษณ์ หรือทางปฏิบัติก็ตาม