จากความคิดถึงข้าวเหนียวหมูปิ้งในบ้านเกิด สู่การเปิดร้าน “ttmooping” ในตลาดกลางคืนต้าชิ่ง เมืองไทจง ไต้หวัน “ปอย–สุพรรณษา วงษ์กรด” พลิกเมนูธรรมดาของคนไทยสู่โอกาสทางธุรกิจ เจาะกลุ่มลูกค้าไต้หวันด้วยรสชาติไทยและการปิ้งสดตามออเดอร์ จนเกิดการบอกต่อและขายได้วันละประมาณ 1,000 ไม้ พร้อมเดินหน้าขายออนไลน์ ขยายสาขา และศึกษาต่อยอดแฟรนไชส์
นางสาวสุพรรณษา วงษ์กรด หรือ ปอย เจ้าของแบรนด์ ttmooping (ไท่ไท่หมูปิ้ง) หมูปิ้งไทยในไต้หวัน เล่าว่า จุดเริ่มต้นการเปิดร้านขายหมูปิ้งไทยในไต้หวันนั้นเริ่มต้นมาจากความชอบส่วนตัว เดิมทีเป็นคนชอบกินข้าวเหนียวหมูปิ้งอยู่แล้ว พอได้ไปเรียนต่อและทำงานสายการตลาดที่ประเทศไต้หวันก็เกิดความรู้สึกคิดถึงบ้าน เธอพยายามหาหมูปิ้งที่ไต้หวันที่คล้ายกับที่ไทยแต่พอลองแล้วรสชาติกลับแตกต่างไม่เหมือนคุ้นเคยเหมือนที่เคยกิน
จุดเปลี่ยนนั้นเธอได้กลับมาบ้านที่ไทยและแฟนของเธอเป็นโค้ชให้กับกีฬา e-sport ROV ที่ประเทศไทยเธอจึงมีโอกาสพาแฟนและเพื่อนของเธอไปลองกินหมูปิ้ง คนไต้หวันต่างก็ชื่นชอบและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อย ทำให้เธอปิ๊งไอเดียขึ้นว่าถ้าหากไปทำขายที่ไต้หวันน่าจะมีคนชอบเหมือนกัน หลังจากนั้นเธอก็เริ่มเก็บไปคิดและมองว่านี่เป็นโอกาสในการทำธุรกิจ
คนไต้หวันต่างก็รู้จักอาหารไทยแต่จะรู้จักเพียง ผัดกะเพรา ผัดไทยหรือต้มยำกุ้ง และเมนูอาหารที่โด่งดัง ต่างกับข้าวเหนียวหมูปิ้งที่เป็นอาหารที่เร่งรีบและกลายเป็นอาหารมื้อธรรมดาในตอนเช้าของคนทุกเพศทุกวัย ทำให้คนต่างชาติยังไม่คุ้นเคยกับเมนูข้าวเหนียวหมูปิ้งมากนัก เธอจึงตัดสินใจเปิดร้านขายข้าวเหนียวหมูปิ้งที่ตลาดกลางคืนต้าชิ่ง เมืองไทจง ประเทศไต้หวัน ปัจจุบันเปิดร้านขายมาได้ประมาณ 7 เดือนทำเป็นธุรกิจควบคู่ไปกับงานประจำ
เหตุผลที่เลือกเมนูหมูปิ้งขายนอกจากจะชื่นชอบแล้วเธอยังมองว่าคนไต้หวันคุ้นเคยกับเมนูปิ้งย่างกันอยู่แล้วจึงไม่ต้องสร้างการเรียนรู้วิธีการกินใหม่ให้ลูกค้า แต่จะเพิ่มความแปลกใหม่คือรสชาติที่มีความเป็นอาหารไทยและกระบวนการหมักหมูที่ชูให้เห็นถึงรสชาติอาหารไทย
เริ่มแรกที่เปิดขายจะมีลูกค้า 2 กลุ่ม คือ ลูกค้าคนไทยที่อาศัยในไต้หวันและคนไต้หวัน ซึ่งคุณปอยเธอบอกว่าตั้งใจเจาะกลุ่มลูกค้าคนไต้หวันเป็นหลัก เพราะต้องการส่งต่ออาหารไทยอย่างหมูปิ้งให้คนไต้หวันได้ลิ้มลองรสชาติ โดยเธอบอกว่ามีลูกค้าคนไต้หวันให้การตอบรับดีและบอกต่อปากต่อปากให้ลูกค้าคนอื่นได้มาลองกินหมูปิ้งของที่ร้าน
ในส่วนของการทำการตลาดนั้นก่อนเปิดร้านเธอได้มีการวางแผนการตลาดมาก่อนแล้ว เช่น รสชาติของหมูปิ้งจะถูกปากคนไต้หวันหรือไม่ รวมถึงทำเลการเปิดร้าน นอกจากนี้เธอยังบอกอีกว่าการตัดสินใจเปิดร้านขายหมูปิ้งไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องขายหมูปิ้งยังไง แต่ตั้งเป้าว่าต้องการขายหมูปิ้งให้คนไต้หวันได้ลองกินอาหารไทยเมนูอื่นๆ บ้าง รวมถึงสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าได้เห็นถึงกระบวนการของการทำหมูปิ้งตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมหมูปิ้งไปจนถึงขั้นตอนการปิ้งย่างขายที่หน้าร้าน
จุดเด่นและความพิเศษของหมูปิ้งคือการทำตามออเดอร์ ไม่ได้ตามปิ้งไว้แล้วรอลูกค้ามาซื้อ เนื่องจากต้องการสร้างประสบการณ์การ “รอ” ให้กับลูกค้า ซึ่งเธอมองว่าการรอเป็นเสน่ห์และมีคุณค่า ซึ่งการรอลูกค้าจะได้เห็นวิธีการปิ้งย่างระหว่างรอออเดอร์ของตัวเอง จุดนี้เองที่ทำให้ลูกค้าบอกต่อกันและกลายเป็นประสบการณ์การซื้อหมูปิ้งของลูกค้า รวมถึงเป็นการตลาดแบบบอกต่ออีกด้วย ทำให้มีลูกค้าติดตามมาซื้ออย่างต่อเนื่อง
สำหรับกำลังการผลิตในตอนนี้สามารถผลิตได้วันละประมาณ 1,000 ไม้ โดยมีพนักงานพาร์ทไทม์ ที่เป็นคนไทยมาช่วยทำ เนื่องจากคนไทยคุ้นเคยกับหมูปิ้งอยู่แล้ว การมีพนักงานเป็นคนไทยจึงตอบโจทย์การทำงานของเธอมากขึ้น นอกจากนี้การเสียบหมูปิ้งกับไม้ทางร้านมีเครื่องจักรทุ่นแรงช่วยทำแทนแรงงานคน แต่พนักงานจะมีหน้าที่วางเนื้อสัตว์เข้าเครื่องและปิ้งหน้าร้าน
อุปสรรคในการทำธุรกิจอาหารไทยในต่างประเทศ แน่นอนปัญหาหลักจะเป็นเรื่องวัตถุดิบ ซึ่งหมูปิ้งเองมีเครื่องเทศที่ต้องนำมาหมักอาหารอย่าง รากผักชี โดยคุณปอยเธอบอกว่าช่วงฤดูฝนจะค่อนข้างขาดแคลนและหายาก รวมถึงคนไต้หวันไม่กินรากผักชีกันเท่าไหร่นัก เธอจึงจำเป็นต้องหาซัพพลายเออร์หลายเจ้าเพื่อให้ได้รากผักชีในปริมาณที่ต้องการ
ปัจจุบันทางร้านขายหมูปิ้งในราคาไม้ละ 35 บาท 3 ไม้ 100 บาท และมีแบบเป็นชุดชุด 150-200 บาท โดยจะมีทั้งหมูปิ้งและไก่ย่าง ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าจะซื้อจำนวนเยอะเพราะต้องใช้เวลาในการรอค่อนข้างนาน เฉลี่ยลูกค้า 1 คนจะซื้ออยู่ที่ประมาณ 10-20 ไม้ และซื้อเป็นชุดมากกว่า ส่วนข้าวเหนียวจะขายแยกต่างหากห่อละ 25 บาท ทั้งนี้เปิดขาย 3-4 วันต่อสัปดาห์ วันพุธ ศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ โดยเป็นวันที่ตลาดเปิด เริ่มตั้งร้านตั้งแต่ 17:00-20:00 น. ซึ่งสามารถขายหมูปิ้งหมดทุกวัน นอกจากนี้ยังมีข้าวเหนียวมะม่วงขายร่วมอีกด้วย
มุมมองการทำธุรกิจอาหารไทยในต่างประเทศ คุณปอยให้ข้อมูลว่า “เรามองว่าอาหารไทยมีความเป็นเอกลักษณ์ในตัวและเป็นที่ยอมรับของต่างชาติ รู้สึกว่าการปรุงอาหารต่างๆ ค่อนข้างจดจำได้ เรารู้สึกว่าอาหารไทยอย่าง ผัดไทย ผัดกะเพรา หรือต้มยำกุ้งมันแมสในต่างประเทศอยู่แล้ว แต่มันยังมีอาหารธรรมดาที่คนไทยกินในชีวิตประจำวันอีกเยอะที่ต่างชาติยังไม่รู้จัก ทำให้มองว่าโอกาสของอาหารไทยในต่างประเทศยังมีโอกาสอีกเยอะค่ะ เพราะว่าทุกเมนูสามารถสื่อสารวัฒนธรรมการกินและวิถีชีวิตคนไทยได้” คุณปอย ระบุ
ทั้งนี้ ความยากง่ายในการทำธุรกิจอาหารในไต้หวันนั้น คุณปอยบอกว่า ไต้หวันค่อนข้างเคร่งเรื่องธุรกิจอาหารและการควบคุมมลพิษทางอากาศ ซึ่งพอขายหมูปิ้งแน่นอนว่าควันจากการปิ้งย่างมีเยอะ ทำให้ต้องควบคุมควันให้ได้ โดยต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเรื่องควันเข้ามาช่วยเพื่อลดมลพิษทางอากาศ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการขออนุญาตขายอาหารต่างๆ ด้วย ทำให้ต้องทำพื้นที่การขายให้ผ่านมาตรฐานการรับรอง เนื่องจากเธอมีแผนขยายสาขาเพิ่มและเปิดขายออนไลน์เรื่องการขออนุญาตจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องทำตามกฎ ซึ่งทางร้านสามารถผ่านมาตรฐานดังกล่าวได้แล้ว
แผนการต่อยอดขายออนไลน์ข้างต้น เจ้าของร้านมองว่าเป็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น และในช่วงที่ไม่สามารถเปิดหน้าร้านได้เพราะฤดูฝนหรือมีพายุเข้า ทำให้ลูกค้าต่างเมืองสนใจในอาหารของทางร้านแต่ไม่สามารถเดินทางมาได้เนื่องจากระยะทางอาจจะไกลเกินไป การเปิดขายออนไลน์จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ห่างไกล เนื่องจากทางร้านได้ทำคอนเทนต์ผ่านโซเชียลมีเดียทำให้มีลูกค้าต่างเมืองมองเห็นและสนใจหมูปิ้งของทางร้านมากขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังมองแผนระยะไกลด้วยการต่อยอดเป็นธุรกิจแฟรนไชส์แต่ยังอยู่ในขั้นตอนศึกษาและเตรียมการ ตอนนี้เน้นการขายออนไลน์และขยายสาขาเพิ่ม
ข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจทำธุรกิจอาหารขายในต่างประเทศ คุณปอยแนะนำว่า “ทุกคนมีไอเดียเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ในชีวิตหรือความชอบสิ่งต่างๆ ของตัวเอง ปอยรู้สึกว่าส่วนตัวเราก็ไม่ได้อยู่ในขั้นประสบความสำเร็จ ยังอยู่ในระดับพัฒนาตัวเองและเรียนรู้ไปด้วย ซึ่งถ้าพูดถึงการเริ่มต้นก็อย่าไปกลัว บางคนอาจจะคิดว่าอยากขายหมูปิ้ง เป็นร้านเล็กๆ เราไม่อยากให้มองว่าสิ่งที่ทำมันเล็กแต่อยากให้มองว่าเป้าหมายที่จะทำมันใหญ่แต่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ อย่ากลัวที่จะเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ร้านเราแผนธุรกิจก็ไม่ได้ใหญ่มากค่ะ พอลงมือทำก็จะได้คำตอบเพื่อไปพัฒนาและเติบโตในอนาคตได้ ธุรกิจในต่างประเทศอาจจะต้องเรียนรู้เรื่องภาษา วัฒนธรรม กฎหมายและพฤติกรรมการบริโภคด้วย อย่ามองข้ามสิ่งธรรมดาเพราะในต่างประเทศอาจจะเป็นสเปเชียลได้ค่ะ” คุณปอย ระบุ
นอกจากนี้คุณปอยยังให้ข้อคิดดีๆ อีกว่า การเป็นผู้ประกอบการขายอาหารไม่ต้องคิดแทนลูกค้าว่าลูกค้าจะต้องชอบเหมือนกับเรา ซึ่งในความเป็นจริงอาจจะไม่เป็นแบบนั้น ถ้าหากเปิดขายในไทยสามารถรับรู้ได้ว่าคนไทยชอบแบบไหนแต่ถ้าหากมาเปิดขายในต่างประเทศอาจจะตรงกันข้าม ทำให้ต้องเรียนรู้ใหม่ตั้งแต่พฤติกรรมการกิน การซื้อ การสื่อสารรสชาติที่คุ้นเคย รวมถึงวัฒนธรรมต่างๆ ของคนในประเทศนั้น จำเป็นต้องศึกษาสิ่งเหล่านี้และรักษาตัวตนของตนเองให้ชัดเจนและปรับเข้าหากันจนได้ผลสรุปที่ลงตัว
อย่างไรก็ตามเจ้าของร้านส่งท้ายด้วยผลตอบรับที่ได้คือการที่มีลูกค้าไต้หวันมาเที่ยวประเทศไทยและไปซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้ง แล้วบอกเจ้าของร้านว่ารู้จักข้าวเหนียวหมูปิ้งและเคยกินจากร้านของเธอที่ไต้หวัน ทำให้เจ้าของร้านหมูปิ้งในไทยติดต่อไปบอกเรื่องราวดีๆ นี้ รวมถึงมีหลายคนสนใจและขอให้เธอแนะนำเกี่ยวกับการขายหมูปิ้งในต่างประเทศ ทำให้เธอรู้สึกดีใจและรู้สึกประสบความสำเร็จที่คนต่างชาติรู้จักอาหารธรรดาอย่างข้าวเหนียวหมูปิ้งเพิ่มมากขึ้น
ติดต่อเพิ่มเติม
Instagram :ttmooping
TikTok : ttmooping หมูปิ้งไทยในไต้หวัน
* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด* * *