PTTGC ชี้ครึ่งปีหลังไม่หวือหวา ขึ้นอยู่กับสงครามตะวันออกกลาง เศรษฐกิจมีความผันผวน เร่งสร้างความแข็งแกร่งให้ทุกกลุ่มธุรกิจหลัก ควบคู่กับการวางรากฐานสำหรับการเติบโตระยะยาว โดยใช้จุดแข็งจากโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ ความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ และธุรกิจปิโตรเคมี พร้อมเร่งต่อยอดธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) และ Green & Bio ชี้บริษัทผ่านจุดต่ำสุด วางเป้าไม่ขาดทุนในอีก2ปี
นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยว่าในครึ่งหลังปี 2569 ธุรกิจจะไม่หวือหวา ขึ้นอยู่กับความไม่สงบในตะวันออกกลางที่จะที่ผลต่อราคาน้ำมันและวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี แม้ว่าหากสงครามในตะวันออกกลางจะสิ้นสุด แต่ซัพพลายเชนในตะวันออกกลางคงต้องใช้เวลากว่าที่จะกลับมาผลิตได้ปกติอีกครั้ง ดังนั้นช่วงระยะเวลาที่เหลือในปีนี้เศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมปิโตรเคมียังมีความผันผวนอยู่ บริษัทจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงให้ดีที่สุด รักษาสภาพคล่อง เตรียมองค์กรให้มีความยืดหยุ่นเพื่อเตรียมพร้อมขยายการลงทุนใหม่หากมีโอกาส
ที่ผ่านมา PTTGC มีการลงทุนและดำเนินงานเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้โรงกลั่นน้ำมันเลือกใช้วัตถุดิบน้ำมันดิบที่หลากหลาย โดยช่วงความไม่สงบในตะวันออกกลาง บริษัทพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเพียง 10% โดยหันไปนำเข้าจากแหล่งอื่นแทน ทำให้โรงกลั่นและโรงโอเลฟินส์ของPTTGC เดินเครื่องจักรได้ถึง 90% สูงกว่าการใช้อัตรากำลังการผลิตของโรงโอเลฟินส์แครกเกอร์ในจีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เดินเครื่องจักรเพียง 55-56%
ดังนั้น ผลประกอบการไตรมาสใน 2 ปี 2569 บริษัทมี Adjusted EBITDA 26,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81% จากไตรมาสก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 12,208 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากไตรมาสก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3,232ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรก ปี 2569 มี Adjusted EBITDA 41,777 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 15,440 ล้านบาท ดีขึ้นจากเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 6,183 ล้านบาท พร้อมทั้งวางเป้าหมายการดำเนินธุรกิจที่บริษัทจะไม่ประสบปัญหาการขาดทุนใน 2ปีข้างหน้า หลังจากบริษัทปรับพอร์ตตัดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร และการปรับฐานใหม่ เป็นต้น
ทั้งนี้ บริษัทได้ทยอยคืนหนี้ลง 1.16แสนล้านบาท ทำให้บริษัทมีหนี้เงินกู้สถาบันการเงิน และหนี้หุ้นกู้คงเหลือราว 1.5 แสนล้านบาท แต่ปัจจุบันบริษัทมีเงินสดในมือกว่า 5 หมื่นล้านบาท จึงเพียงพอที่จะจ่ายหนี้ในปีหน้าแล้ว และบริษัทมีแผนเตรียมออกหุ้นกู้อายุ 5ปีและ7ปีในปีนี้
นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า PTTGC ได้วางรากฐานสำคัญ ทั้งโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ ความยืดหยุ่นของการใช้วัตถุดิบ เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และความร่วมมือกับพันธมิตรมาโดยตลอด ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการเติบโตบทใหม่ของ PTTGC ยืนหยัดด้วยธุรกิจที่แข็งแกร่ง สร้างความยืดหยุ่นรับความผันผวน
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความยืดหยุ่นให้ PTTGC คือ โครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมความสามารถในการเลือกใช้วัตถุดิบได้หลากหลายทั้งก๊าซและของเหลว โดยโครงการนำเข้าอีเทนจากสหรัฐอเมริกายังคงดำเนินไปตามแผนและจะเริ่มการนำเข้าในปี 2572
สำหรับช่วงปี 2569–2573 PTTGC มุ่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน ได้เร่งสร้างฐานสำหรับการเติบโตในระยะถัดไป โดยตั้งเป้าปรับสมดุลพอร์ตระหว่างธุรกิจ Commodity และธุรกิจ Specialty จากสัดส่วนประมาณ 80:20 สู่ 70:30 ภายในปี 2573 เพื่อเพิ่มสัดส่วนธุรกิจมูลค่าสูง และสร้างพอร์ตที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดย PTTGC จะต่อยอดจากจุดแข็งและความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ในแต่ละธุรกิจ ดังนี้
• ธุรกิจต้นน้ำและผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง ต่อยอดศักยภาพโรงกลั่นชีวภาพ และศึกษาการบูรณาการโรงกลั่นและปิโตรเคมี
• ธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งธุรกิจร่วมทุนกับ SCGC เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยหากการร่วมทุนเกิดขึ้น จะเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ชั้นนำในอาเซียน สนับสนุนความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ ในประเทศและภูมิภาค ด้วยกำลังการผลิตระดับ Top 10 ของโลก ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปของการศึกษาดังกล่าวในช่วงปลายไตรมาส 3 ปี 2569
• ธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) ปลดล็อกศักยภาพของ allnex เพื่อเป็นฐานสำคัญในการขยายธุรกิจ Specialty โดย allnex ได้ประกาศขยายกำลังการผลิต Sagging Control Agent (SCA) ที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งจะเป็นฐานการผลิต SCA แห่งแรกนอกยุโรป นับเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและขีดความสามารถด้านการผลิตมายังประเทศไทย ทั้งนี้ SCA เป็นนวัตกรรมขั้นสูงที่ช่วยป้องกันสีหรือสารเคลือบไหลย้อยระหว่างการใช้งาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์
• ธุรกิจ Green & Bio ต่อยอดสู่เคมีภัณฑ์ชีวภาพชนิดพิเศษ (Bio Specialty) ทั้งหมดนี้จะดำเนินควบคู่กับ Holistic Optimization ที่จะขยายการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กร (Company-wide Enhancement) และตั้งเป้าสร้าง EBITDA Uplift เพิ่มอีก 300 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ภายในปี 2573
ทั้งนี้ มาบตาพุดจะเป็นหนึ่งในฐานสำคัญสำหรับการเติบโตในระยะต่อไปของอุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ควบคู่ไปกับการเติบโตในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก ภายใต้กลยุทธ์ MTP Transformation ด้วยโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายที่มีความพร้อม ประกอบกับฐานธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่เคมีภัณฑ์ทั่วไป เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ไปจนถึง Green & Bio
“การเติบโตบทใหม่ของ PTTGC จะไม่ได้เกิดจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เกิดจากการนำจุดแข็งที่เรามีมาประกอบเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ธุรกิจที่มีอยู่ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ความสามารถของบุคลากร เครือข่ายระดับโลก ไปจนถึงพันธมิตรทางธุรกิจ เรากำลังลงมือทำในแต่ละส่วนตามทิศทางเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้องค์กรมีทั้งความแข็งแกร่งในวันนี้ และพร้อมเติบโตยิ่งขึ้นสำหรับอนาคต”
ส่วนผลกระทบจากนโยบายห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลว่า บริษัทพร้อมดำเนินตามนโยบายรัฐ โดยโรงกลั่นน้ำมันPTTGC มีการผลิตน้ำมัน 50%ส่วนที่เหลือนำไปใช้ในการผลิตปิโตรเคมี ซึ่งปัจจุบันโรงกลั่นลดกำลังผลิตเพื่อให้กลั่นน้ำมันได้สอดคล้องความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง โดยโรงกลั่น PTTGC มีการผลิตน้ำมันดีเซลราว 500ล้านลิตรต่อเดือน ซึ่งปัจจุบันมีการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นที่ 2.4บาท/ลิตร เท่ากับโรงกลั่นอื่นๆ หากรัฐอนุญาตให้มีการส่งออกน้ำมันได้ ก็จะทำให้โรงกลั่นกลับมาใช้อัตรากำลังการกลั่นได้ตามปกติ แต่ในอนาคตบริษัทอาจมีแผนลงทุนเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มสัดส่วนการปิโตรเคมีเพิ่มมากขึ้น ลดการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปให้เหลือน้อยสุด แต่ต้องใช้เงินลงทุนสูง