xs
xsm
sm
md
lg

ADVANCกำไรโตดัน GULF-Singtelพุงกาง รอปันผล 1.7หมื่นล.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:




" ADVANC กำไรครึ่งปีแรกโตทะลัก หนุนจ่ายปันผลระหว่างกาล 8.69 บาท/หุ้น รวมเป็นเงินกว่า 2.58 หมื่นล้าน ด้าน GULF และ Singtel รับรวมกันไปเกือบ 1.7 หมื่นล้านบาท หรือกว่า 65% ของเงินปันผลทั้งหมด สะท้อนให้สถานะ"Machine ปั๊มเงินสด" ขณะที่แผนการลงทุนเดินหน้าไหลรื่น พร้อมยอมรับการคืนทุน Virtual Bank ต้องรอปีที่ 4 "


แม้ปิดตลาดวันที่ 7 ส.ค. 69 ราคาหุ้น บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) หรือ “เอไอเอส” จะลดลง 1.00 บาท ลงมาอยู่ที่ 374 บาท/หุ้น แต่การประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส2/69 และการประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาล 8.69 บาท/หุ้น ก็ทำให้ผู้ถือหุ้นชื่นใจ ขณะที่ราคาหุ้นระดับ 374 บาท/หุ้นก็ไม่น้อยหน้าเงินปันผลเพราะถือว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นมา 16.51% จากราคาหุ้นเมื่อต้นปี 321 บาท/หุ้น หรือเพิ่มขึ้น 53 บาท/หุ้น

ทั้งนี้ ในไตรมาส 2/69 ADVANC มีรายได้จากการให้บริการหลักอยู่ที่ 45,473 ล้านบาท เติบโตขึ้น 5.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) (จาก 42,972 ล้านบาท) และเติบโต 1.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) (จาก 44,849 ล้านบาท) ปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีรายได้ 34,300 ล้านบาท (เติบโต 6% YoY) จากปริมาณการใช้งานข้อมูลที่สูงขึ้นตามการสมัครแพ็กเกจ 5G โดย ณ สิ้นไตรมาสมีผู้ใช้บริการ 5G เพิ่มขึ้นเป็น 19.7 ล้านเลขหมาย (คิดเป็น 42% ของฐานลูกค้ารวม) ร่วมกับการเติบโตของบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่มีรายได้ 8,568 ล้านบาท (เติบโต 7.9% YoY) จากการยกระดับมูลค่าแพ็กเกจและบริการคอนเทนต์เสริม รวมถึงการฟื้นตัวของบริการลูกค้าองค์กรที่เติบโต 2.8% YoY แตะ 2,082 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้รวมทั้งสิ้นในไตรมาสนี้อยู่ที่ 56,497 ล้านบาท


ครึ่งปีแรกกำไรโต2.72หมื่นล้าน




ตัวเลขผลดำเนินงานไตรมาส2/69 ที่เติบโตทำให้ ผลงานครึ่งปีแรก (1H2569) ของบริษัท มีรายได้รวมอยู่ที่ 90,322 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% YoY ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายประมาณการเดิมของบริษัท หนุนให้กำไร EBITDA ครึ่งปีแรกแตะ 65,133 ล้านบาท (เติบโต 8% YoY) และมีกำไรสุทธิรวม 27,212 ล้านบาท เติบโตก้าวกระโดด 26% YoY

แรงหนุนสำคัญมาจากรายได้ที่เติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ ประกอบกับการลดลงของค่าใช้จ่ายโครงข่ายและค่าเสื่อมราคา ภายหลังการสิ้นสุดสัญญาเชื่อมต่อโครงข่าย 2100MHz กับ NT ผลประกอบการและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งนี้ นำไปสู่การอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลรอบครึ่งปีแรก 2569 ที่อัตรา 8.69 บาทต่อหุ้น ภายใต้นโยบายการจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของกำไรสุทธิ


ภาพรวมตลาดและแนวโน้มธุรกิจในปี 2569

ด้านผู้บริหารประเมินว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว แต่ภาพรวมยังคงมีความเปราะบางและผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลกและภาวะครองชีพ อย่างไรก็ตาม ตลาดการเชื่อมต่อดิจิทัลยังมีความต้องการแข็งแกร่ง ทั้งในฝั่ง B2C จากการขยายตัวของ Data/5G และฝั่ง B2B จากองค์กรที่เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ADVANC จึงปรับเป้าหมายปี 2569 โดยคาดว่า รายได้จากการให้บริการหลักจะเติบโตประมาณ 3 - 5% และ กำไร EBITDA จะเติบโตประมาณ 2 - 4% นอกจากนี้ยังตั้งเป้าดำเนินการควบรวมธุรกิจกับ TTTBB ให้เสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2569 เพื่อสร้างรากฐานการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและขยายโอกาสการขายบริการที่เกี่ยวเนื่องในระยะยาว


แผนลงทุนและทิศทางธุรกิจใหม่

ขณะเดียวกัน บริษัทตั้งงบประมาณการลงทุน (CAPEX) สำหรับปี 2569 ไว้ที่ 30,000 – 35,000 ล้านบาท (ไม่รวมคลื่นความถี่) โดยจัดสรรเน้นไปที่ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ 55-60% เพื่อขยายขีดความสามารถโครงข่าย 5G, ธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 20%, ธุรกิจลูกค้าองค์กร 10% และระบบ IT หลัก 15% ที่น่าจับตาคือการต่อยอดไปสู่ธุรกิจใหม่ โดยบริษัท ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่ง ADVANC ร่วมทุนกับธนาคารกรุงไทย และ บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ Virtual Bank (ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา) จากกระทรวงการคลังเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการใช้ประโยชน์จากฐานลูกค้าขนาดใหญ่และข้อมูลดิจิทัลเพื่อสร้าง New S-Curve และกระจายแหล่งรายได้ใหม่ นอกเหนือจากธุรกิจโทรคมนาคมดั้งเดิม

โดย ADVANC ตั้งเป้าใช้ประโยชน์จากฐานลูกค้าขนาดใหญ่ แพลตฟอร์มดิจิทัล และ Big Data เพื่อขยายบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ แต่ผู้บริหารประเมินว่าช่วงแรกการลงทุน Virtual Bank จะมีค่าใช้จ่ายกดดัน EBITDA เล็กน้อย โดยคาดการณ์ว่าธุรกิจ Virtual Bank จะเริ่มสร้างกำไรคืนกลับมาได้ตั้งแต่ ปีที่ 4 ของการดำเนินงานเป็นต้นไป
ส่วนโครงการยึดพื้นที่ห่างไกล (Green Energy) ร่วมมือกับ GULF และ สวพส. ติดตั้งสถานีฐานพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ห่างไกล ผลการศึกษา SROI พบว่าคืนผลตอบแทนทางสังคมถึง 1.36 เท่า สรุปภาพรวมคือ ADVANC ไม่ได้สะดุดในเชิงการดำเนินงาน แต่เป็นการปรับโครงสร้างการลงทุนเพื่อรองรับ New S-Curve ทั้ง Virtual Bank, Data Center และการกินรวบตลาดบรอดแบนด์ร่วมกับ 3BB


ปันผลรอบนี้ใครพุงกาง?

สำหรับในการประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลรอบครึ่งปีแรก 2026 ของ ADVANC ที่ 8.69 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเงินปันผลรวมทั้งสิ้นประมาณ 25,845 ล้านบาท จากจำนวนหุ้นทั้งหมด 2,974.21 ล้านหุ้น เมื่อนำสัดส่วนการถือหุ้น ณ ปัจจุบันมาคำนวณ เงินปันผลก้อนโตนี้ถูกจัดสรรไปยังผู้ถือหุ้นใหญ่แต่ละราย ได้อย่างน่าสนใจ เริ่มที่ GULF (บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) สัดส่วนการถือหุ้นอันดับ 1 คิดเป็น 40.44% รับเงินปันผลรอบนี้ไปเต็มๆ 10,451.56 ล้านบาท

ถัดมาคือ กลุ่ม Singtel (สิงคโปร์) 🇸🇬 สัดส่วนการถือหุ้นถือหุ้นทั้งในนาม Singtel Strategic Investments Pte Ltd (19.10%) และผ่าน Raffle Nominees S/A Singtel (5.67%) รวมสัดส่วนถือหุ้นจริงทั้งหมด 24.77% (คิดเป็น 736.49 ล้านหุ้น)รับเงินปันผลรอบนี้ 6,400.12 ล้านบาท โดย Singtel ที่เป็นยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมสิงคโปร์ ก็ฟันปันผลจาก ADVANC ในไทยไปแปลงเป็นดอลลาร์สิงคโปร์เข้าบริษัทแม่ปีละหลายหมื่นล้านบาทอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน

ตามมาด้วย 3. กองทุนรวม วายุภักษ์หนึ่ง สัดส่วนการถือหุ้นอันดับ 5 จำนวน 88.38 ล้านหุ้น (คิดเป็น 2.97%)รับเงินปันผลรอบนี้ 768.05 ล้านบาท และสำนักงานประกันสังคม สัดส่วนการถือหุ้น 43.33 ล้านหุ้น (คิดเป็น 1.46%)รับเงินปันผลรอบ 376.56 ล้านบาท สรุปภาพรวมวงปันผลรอบครึ่งปีแรก 2569 ก้อนนี้แค่ 2 รายใหญ่อย่าง GULF + Singtel ก็รับรวมกันไปเกือบ 17,000 ล้านบาท (คิดเป็นกว่า 65% ของเงินปันผลทั้งหมด) สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ADVANC คือ "Machine ปั๊มกระแสเงินสด" ที่หล่อเลี้ยงกลุ่มทุน GULF และพันธมิตรได้อย่างมหาศาล


ส่องกระแสเงินสด




เมื่อเจาะลึกงบกระแสเงินสดและสภาพคล่องสะสมของ ADVANC ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 เพื่อดูว่าจ่ายปันผลไป 25,845 ล้านบาทแล้ว จะเหลือเงินสดและมีกระแสเงินสดไปดำเนินธุรกิจต่อมากน้อยแค่ไหน จากข้อมูลพบว่าเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 2/69 บริษัท มีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นรวมอยู่ในมือประมาณ 14,577 ล้านบาท (เป็นเงินสดฝากธนาคาร 14,144 ล้านบาท และเงินลงทุนระยะสั้น 433 ล้านบาท) แม้อาจดูไม่เพียงพอต่อการจ่ายปันผล แต่ในทางปฏิบัติ ธุรกิจโทรคมนาคมไม่ได้ใช้เพียงเงินสดคงค้างในงบดุลมาจ่ายปันผล เนื่องจากเครื่องปั๊มกระแสเงินสด (Operating Cash Flow) ที่แข็งแกร่งของ ADVANC คือ ความสามารถในการปั๊มกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน

ล่าสุดครึ่งปีแรก บริษัทกวาดกระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลังหักภาษีสูงถึง 52,399 ล้านบาท (หรือเฉลี่ยปั๊มเงินสดเข้าบริษัทได้เดือนละกว่า 8,700 ล้านบาท) รวมถึงกระแสเงินสดอิสระ หลังจากหักงบลงทุนโครงข่าย (CAPEX) และค่าเช่าต่างๆ แล้ว ทำให้ครึ่งปีแรกยังมีกระแสเงินสดอิสระเหลือสุทธิถึง 24,657 ล้านบาท แทบไม่ต้องดึงเงินสำรองสะสมมาใช้ทั้งหมด
ส่วนงบลงทุน 30,000 – 35,000 ล้านบาท และการลงทุน Virtual Bank พบว่า ADVANC มีวงเงินและสภาพคล่องรองรับแบบสบายๆ โดยงบลงทุนที่ใช้ไปแล้วครึ่งปีแรกใช้เงินลงทุนไปแล้ว 13,679 ล้านบาท (ยังมีงบเหลือรอใช้อีกราว 16,000–21,000 ล้านบาทในครึ่งปีหลัง ซึ่งไหลมาจากกระแสเงินสดรายวัน) ทำให้โครงสร้างหนี้และอันดับเครดิต ADVANC ได้รับอันดับเครดิตระดับ AAA(tha) จาก Fitch Ratings และ BBB+ จาก S&P (Investment Grade) มีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ต่ำเพียง 1.0 เท่า (ถ้ารวมค่าใบอนุญาตค้างจ่ายจะอยู่ที่ 2.0 เท่า ซึ่งยังต่ำมากเมื่อเทียบกับเกณฑ์)

นอกจากนี้ด้วยงบดุลที่สะอาดมาก ADVANC สามารถออกหุ้นกู้กู้เงินจากตลาดทุน หรือดึงวงเงินกู้จากสถาบันการเงินมาใช้ขยายโครงข่าย 5G, Data Center หรือตั้ง Virtual Bank ได้ทันทีหลายหมื่นล้านบาทโดยไม่กระทบสถิติทางการเงิน


สถานะในสายตาโบรกฯ ตปท.

สำหรับสถานะของ ADVANC ในสายตาของสถาบันการเงินและนักลงทุนต่างชาติ ไม่ใช่แค่หุ้นบลูชิพในไทย แต่ถูกยกให้เป็น "Regional Telecom Champion" หรือหนึ่งในหุ้นโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยเมื่อนำ ADVANC ไปเปรียบเทียบกับยักษ์ใหญ่ในอาเซียน เช่น Singtel (สิงคโปร์), Maxis / CelcomDigi (มาเลเซีย) และ Viettel / Vinaphone (เวียดนาม) มีประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมา คือความสามารถในการทำกำไร (Profit Margin & EV/EBITDA) บริษัทมีอัตรากำไร EBITDA (EBITDA Margin) สูงถึง 58.3% ซึ่งอยู่ในระดับท็อปของอาเซียน สูงกว่าคู่แข่งในมาเลเซียและสิงคโปร์ที่เฉลี่ยอยู่ราว 40-50% เนื่องจากตลาดไทยเหลือผู้เล่นหลักเพียง 2 ราย (ADVANC และ TRUE) ทำให้สงครามราคาชะลอตัวลง

ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาตลาดโทรคมนาคมไทยมีพัฒนาการในการควบรวมกิจการ (Consolidation) ที่เบ็ดเสร็จเรียบร้อย ทั้งดีล TRUE-DTAC และการที่ ADVANC ควบรวม TTTBB (3BB) ส่งผลให้ ADVANC ควบคุมทั้งตลาด Mobile และ Fixed Broadband ได้ครอบคลุม ต่างจากสิงคโปร์หรือมาเลเซียที่การแข่งขันด้านราคาในธุรกิจบรอดแบนด์ยังคงกดดัน margin ของผู้ประกอบการ

นั่นทำให้ ADVANC มีแต้มต่อเหนือกว่าค่ายอื่นในภูมิภาค อีกทั้งจากการจับมือกับ KTB และ OR เพื่อลุยธุรกิจ Virtual Bank รวมถึงการมี GULF เป็นบริษัทแม่ ซึ่งช่วยส่งเสริม Infrastructure ด้านพลังงานสะอาดและ Data Center เพื่อรองรับ AI โดดเด่นกว่าค่ายโทรคมนาคมในประเทศเพื่อนบ้าน

ด้าน JPMorgan ให้ภาพรวม ADVANC ว่าเป็นหุ้นรับมือความผันผวน ที่ดีที่สุดในกลุ่ม Telecom อาเซียน มองว่ากระแสเงินสดอิสระ ครึ่งปีแรกแข็งแกร่งอย่างมาก แม้การลงทุนงบ CAPEX ในช่วงครึ่งปีหลังจะเพิ่มขึ้นเพื่อขยายโครงข่าย AI/IT แต่ไม่กระทบต่อโครงสร้างการจ่ายปันผล และมองราคาหุ้นยังมี Upside เติบโตได้ตามการฟื้นตัวของ ARPU 5G

ขณะที่ DBS Bank / DBS Vickers ให้คำแนะนำ "ซื้อ / BUY" (ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 420.00 บาท)โดยสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่จากสิงคโปร์เน้นย้ำว่า ADVANC เป็นตัวเลือกการลงทุน (Top Pick) อันดับต้นๆ ในภูมิภาค เนื่องจากมีวินัยทางการเงินสูงมาก (Net Debt to EBITDA ต่ำกว่า 2.5 เท่า) สามารถคงอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) ในระดับสูงถึง 95% ได้ต่อเนื่อง ซึ่งดึงดูด Fund Flow จากกองทุนต่างชาติที่มองหาหุ้นปันผลคุณภาพสูงในยุคอัตราดอกเบี้ยผันผวน
ด้าน บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ปรับลดน้ำหนักเป็น "ถือ / NEUTRAL"ราคาเป้าหมาย: 415.00 บาทต่อหุ้นย่อโดยมองว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2/69 ที่ ADVANC ทำได้ 1.37 หมื่นล้านบาทนั้นเติบโตอย่างน่าประทับใจ ปัจจัยผลักดันหลักมาจากรายได้จากการให้บริการที่ขยายตัวได้ดีเกินคาด ควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดลงของต้นทุนค่าธรรมเนียมคลื่นความถี่และค่าเสื่อมราคาโครงข่าย ส่งผลให้อัตรากำไร (Margin) ขยับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลัง ประเมินว่าอัตราการเติบโตของกำไรอาจจะเริ่มชะลอความแรงลงเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก เนื่องจาก ADVANC มีแผนที่จะเพิ่มงบประมาณด้านการลงทุนในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Core IT) และค่าใช้จ่ายทางการตลาดตามฤดูกาล ประกอบกับในระยะสั้น การลงทุนในโครงการธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) จะมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานเข้ามาเริ่มบันทึก ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันต่อตัวเลข EBITDA เล็กน้อยในระยะแรก

ทำให้ในแง่ของ Valuation ราคาหุ้น ADVANC ปัจจุบันวิ่งขึ้นมาซื้อขายบน EV/EBITDA ที่ระดับเกือบสูงสุดในรอบ 5 ปี ทำให้ Upside หรือช่องว่างให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นต่อจากนี้เริ่มมีอย่างจำกัด จึงปรับลดคำแนะนำลงมาเป็นเพียง "ถือ" เพื่อเน้นการรับเงินปันผลเป็นหลัก โดยประเมินว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ยังคงมีความน่าสนใจและมีความมั่นคงอยู่ที่ระดับราว 4.5% ต่อปี