xs
xsm
sm
md
lg

“พาณิชย์-มหาดไทย” ลุยตรวจโรงแรม ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ซาลอน ย่านห้วยขวาง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“พาณิชย์” ส่งทีมปราบนอมินี ร่วมทีมมหาดไทย ตรวจสอบโรงแรมปล่อยเช่ารายวัน 3 แห่ง ร้านอาหาร 4 แห่ง ร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1 แห่ง และร้านบิวตี้แอนด์ซาลอน 1 แห่ง ย่านห้วยขวาง พบทำธุรกิจผิดกฎหมาย มีคนต่างชาติทำงานไม่มีใบอนุญาต บางรายอ้างผู้มีอำนาจขอเคลียร์ทางโทรศัพท์ ส่วนบริษัทที่ดูแลธุรกิจ พบเป็นนอมินี เหตุสำนักงานกฎหมายและสำนักงานบัญชีดำเนินการจัดตั้งและหาผู้ถือหุ้นคนไทยให้

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการกองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมด้วยทีมปราบนอมินีของกรม ลงพื้นที่เขตห้วยขวางและพื้นที่ต่อเนื่อง ตรวจสอบสถานประกอบการตามแผนปฏิบัติการ ภายใต้การอำนวยการของนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้สนธิกำลังร่วมกันระหว่าง 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมการปกครอง (DOPA) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) และกรมจัดหางาน (DOE) โดยช่วงแรกเป็นการประชุมร่วมซักซ้อมแผนปฏิบัติการ ณ วังไชยา นางเลิ้ง ช่วงบ่ายส่งชุดสายลับแฝงตัวเข้าพักในโรงแรมและคอนโดมิเนียมเป้าหมาย และในเวลา 14.30 น. ได้เปิดปฏิบัติการนำกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุม และปฏิบัติการต่อเนื่องขยายผลเข้าตรวจสอบสถานประกอบการอื่น ๆ

โดยผลการปฏิบัติการ ได้ตรวจสอบธุรกิจโรงแรมและคอนโดปล่อยเช่ารายวัน จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ แห่งแรก มีจำนวนห้องพัก 34 ห้อง เป็นอาคารสูงประมาณ 6 ชั้นรวมดาดฟ้า มีการโฆษณาเปิดให้บริการห้องพักผ่านทางเว็บไซต์ต่าง ๆ อัตราคืนละ 1,200 บาท ทุนจดทะเบียน 4,000,000 บาท จดทะเบียนเมื่อ มี.ค.2568 มีกรรมการเป็นคนจีนเพียงคนเดียว สัดส่วนการถือหุ้นคนไทย 51% คนจีน 49% แห่งที่สอง มีจำนวนห้องพัก 48 ห้อง เป็นอาคารสูง 6 ชั้น มีการโฆษณาเปิดให้บริการห้องพักผ่านเว็บไซต์ต่าง ๆ ในอัตราคืนละ 1,300-3,900 บาท ทุนจดทะเบียน 200,000,000 บาท จดทะเบียนเมื่อ มี.ค.2568 มีกรรมการเป็นคนไทย 1 คน และคนสิงคโปร์ 1 คน สัดส่วนการถือหุ้นมีคนไทยและคนสิงคโปร์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้น สัดส่วนไทย 99% และสิงคโปร์ 1% และแห่งที่สาม มีจำนวนห้องพัก 52 ห้อง อาคารสูง 7 ชั้น มีการโฆษณาการให้บริการห้องพักผ่านเว็บไซต์ต่าง ๆ ในอัตราคืนละ 759-1,300 บาท ทุนจดทะเบียน 12,000,000 บาท จดทะเบียนเมื่อ ก.พ.2565 มีกรรมการเป็นคนไทย 2 คน และคนจีน 1คน สัดส่วนการถือหุ้นคนไทย 96% คนจีน 4%


ผลการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า มีการดัดแปลงจากห้องแถว และไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ ไม่ได้ขออนุญาตการดัดแปลงอาคารเป็นโรงแรม บันไดหนีไฟไม่ได้มาตรฐาน โดยมีหญิงไทยแสดงตัวอ้างเป็นเจ้าของ ในการจดทะเบียนบริษัทร่วมกับคนจีน ซึ่งเป็นเพื่อนของสามีที่เป็นชาวจีนเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังพบแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา 5 คน กระทำความผิดกรณีทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ 1 คน ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด 2 คน และไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบถึงผู้เป็นนายจ้าง สถานที่ทำงานของนายจ้าง และลักษณะงานหลักที่ทำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด 2 คน พร้อมดำเนินคดีกับนายจ้างในข้อหาที่เกี่ยวข้อง

ส่วนผลการตรวจสอบร้านอาหาร จำนวน 4 แห่ง ร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1 แห่ง และ Beauty and salon 1 แห่ง โดยจากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบร้านอาหารจีนบางร้านมีการโฆษณาแฝงเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์บนไม้จิ้มฟันและกล่องกระดาษทิชชู และเกือบทุกร้านพบมีเจ้าของเป็นชาวจีน และมีแรงงานส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมาและไทยใหญ่ รวมทั้งยังพบช่างตัดผมชาวจีน 1 ราย ลักลอบทำอาชีพสงวนของคนไทย ระหว่างการเข้าตรวจค้นร้านทำผม มีเจ้าของสถานประกอบการได้พยายามติดต่อผู้มีอำนาจเพื่อขอเคลียร์ผ่านทางโทรศัพท์ โดยอ้างชื่อเจ้าหน้าที่รัฐ โดยระบุว่ามีการจ่ายเงินค่าดูแลเป็นรายงวดในหลายสถานที่ ทั้งนี้ นายพลพีร์ ได้มอบหมายให้กรมการปกครองประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสืบสวนเบอร์โทรศัพท์และรายชื่อที่ถูกอ้างถึงทั้งหมด หากพบมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องจริง จะดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญาอย่างถึงที่สุด

นอกจากนี้ ยังพบแรงงานต่างด้าวกระทำความผิดรวม 11 คน ประกอบด้วยสัญชาติเมียนมา 9 คน กระทำความผิดฐานทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน 6 คน ทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ 2 คน และไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบถึงผู้เป็นนายจ้าง สถานที่ทำงานของนายจ้าง และลักษณะงานหลักที่ทำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด 1 คน สัญชาติจีน 2 คน กระทำความผิดฐานทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน 1 คน กระทำความผิดฐานทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน 1 คน พร้อมดำเนินคดีกับนายจ้างในข้อหารับคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้

ทั้งนี้ ในส่วนของกรม ได้ตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง พบว่า มีการร่วมลงทุนกับคนต่างด้าว ซึ่งธุรกิจโรงแรม ร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงร้านตัดผม เป็นธุรกิจตามบัญชีสามท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ธุรกิจดังกล่าวจึงเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจมีการใช้นอมินีเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งจากสัดส่วนการถือหุ้นพบว่ามีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้นในสัดส่วนไม่ถึง 51% ทำให้บริษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย โดยจากการสอบถามคนไทยที่เป็นผู้ถือหุ้น บางรายไม่ทราบรายละเอียดการลงหุ้นหรือการเปิดบริษัท คาดว่า จะมีสำนักงานกฎหมายและบัญชีเป็นคนจัดการดำเนินการการจัดตั้งบริษัทและจัดหาผู้ถือหุ้นคนไทยให้ โดยกรมได้มีหนังสือเรียกให้ธุรกิจชี้แจงข้อเท็จจริงและจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมด้วยแล้ว และจะขยายผลการตรวจสอบการถือครองที่ดินหากพบว่าการถือครองแทนคนต่างด้าวอย่างผิดกฎหมาย

วันเดียวกันนี้ ทีมปราบนอมินีได้ลงพื้นที่ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ ตรวจสอบสถานประกอบการร้านอาหารและซูเปอร์มาร์เก็ตรวม 7 ราย ที่กรมได้มีหนังสือเรียกให้ชี้แจง แต่บริษัทเพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ โดยจากการลงพื้นที่ พบว่า ร้านอาหารยังคงเปิดขายตามปกติ และบางร้านปิดทำการ ทั้งนี้ กรมได้มีหนังสือเตือนให้ทุกรายชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกรมอีกครั้ง หากยังเพิกเฉยไม่ดำเนินการจะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและลงโทษตามกฎหมายต่อไป