สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้ศึกษาแนวทางยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว สู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เพื่อสร้างมูลค่าและความแตกต่างให้ข้าวไทย ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางตลาดข้าวโลกที่มีการแข่งขันมากขึ้น จากอุปทานข้าวโลกที่มีจำนวนมากและสร้างแรงกดดันต่อราคาข้าวไทย เพราะหากไทยยังขายข้าวแบบเดิม ๆ ก็จะหนีวังวนแห่งปัญหาราคาข้าวตกต่ำไปไม่พ้น
ในการผลักดันข้าวพื้นบ้าน สู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง สนค. ได้แบ่งข้าวมูลค่าสูงออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มข้าวรักษ์โลก เน้นกระบวนการผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์มาตรการทางการค้าโลกและผู้บริโภคที่ใส่ใจโลก ประกอบด้วย 1.ข้าวยั่งยืน คือ ข้าวที่ปลูกภายใต้มาตรฐานเวทีข้าวยั่งยืน (Sustainable Rice Platform: SRP) ซึ่งครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านการจัดการ 2.ข้าวคาร์บอนต่ำ คือ ข้าวที่ผลิตผ่านกระบวนการทำนาที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรการผลิต โดยเฉพาะก๊าซมีเทนจากการขังน้ำในนาข้าว และก๊าซไนตรัสออกไซด์จากการใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็น และ 3.ข้าวอินทรีย์ คือ ข้าวที่ปลอดการใช้สารเคมีสังเคราะห์ ดีต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค
2.กลุ่มข้าวอัตลักษณ์และเรื่องราว เน้นความโดดเด่นจากมูลค่าเพิ่มที่ยึดโยงกับแหล่งกำเนิดและภูมิปัญญา มีเรื่องราวเฉพาะสินค้า จึงมีความพิเศษที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ประกอบด้วย 1.ข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) คือ ข้าวที่มีคุณลักษณะเฉพาะที่เชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ที่ปลูก ปัจจุบันไทยมีข้าวที่ได้รับตรา GI รวม 24 รายการ เช่น ข้าวก่ำล้านนา ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ และข้าวสังข์หยดพัทลุง เป็นต้น และ 2.ข้าวพันธุ์พื้นเมืองและข้าวดอย คือ สายพันธุ์ข้าวท้องถิ่นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีเรื่องราวทางวัฒนธรรม และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์
3.กลุ่มข้าวสุขภาพ เน้นการตอบโจทย์เทรนด์ด้านสุขภาพและสังคมผู้สูงอายุด้วยคุณค่าทาง โภชนาการที่เหนือกว่าข้าวทั่วไป ประกอบด้วย 1.ข้าวโภชนาการสูงและข้าวสี คือ ข้าวที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน หรือแร่ธาตุสูงตามธรรมชาติ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสีนิล และ 2.ข้าวเพื่อสุขภาพ คือ ข้าว ที่ผ่านการวิจัยหรือกระบวนการพิเศษ เช่น ข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low-glycemic index) สำหรับผู้ควบคุมน้ำตาล หรือข้าวเติมวิตามินและแร่ธาตุ ข้าวโปรตีนสูง
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ สนค. อยู่ระหว่างการศึกษาตลาดข้าวมูลค่าสูง หรือ Demand ของโลกว่าแต่ละประเทศมีความต้องการข้าวประเภทใดบ้าง รวมถึงการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในเชิงพื้นที่ว่าควรปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูก จากการปลูกข้าวขาวทั่วไปที่มีราคาผันผวน ไปเป็นการปลูกข้าวมูลค่าสูงที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคและยินดีที่จะจ่ายเงินซื้อข้าวในราคาที่สูงขึ้น เพราะหากทำได้ จะช่วยยกระดับข้าวไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ที่จะช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน สร้างความแตกต่างให้ข้าวไทยในเวทีโลก และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทย
โดยผลการศึกษา พบว่า ตลาดข้าวมูลค่าสูงของโลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เช่น กลุ่มข้าวสี (ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวแดง) ครองส่วนแบ่งมากกว่า 50% ของมูลค่าตลาดข้าวมูลค่าสูงทั้งหมด คาดว่าจะเติบโตจาก 22.0–23.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2567 ไปสู่ 47.0–48.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2578 ข้าวอินทรีย์ (Organic Rice) เป็นกลุ่มข้าวสุขภาพที่มีขนาดตลาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 รองจากข้าวสี โดยในปี 2567 มีมูลค่าสูงถึง 7.8–10.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของตลาดข้าวมูลค่าสูง และคาดว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยต่อปี 4.1–6.8% หรือมีมูลค่าราว 13.0–20.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2578 ข้าวคาร์บอนต่ำ (low Carbon rice) แม้ในปี 2567 จะมีฐานมูลค่าที่ยังเล็กอยู่เพียง 0.3–0.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่พบว่ามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี สูงที่สุดถึง 30% ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 5.0–8.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2578
สำหรับตลาดข้าวมูลค่าสูงของไทย ในปี 2567 มีการคาดการณ์ส่วนแบ่งข้าวมูลค่าสูงของไทย จะอยู่ประมาณ 9–12% ของตลาดโลก คิดเป็นมูลค่า 2.3–4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะมีส่วนแบ่งสูงถึง 13-18% ของตลาดโลก และมีมูลค่า 4.9–10 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2578
นอกจากนี้ ได้ทดลองทำตลาดข้าวมูลค่าสูง โดยในฮ่องกง พบว่า ข้าวไทยยังคงครองแชมป์ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 57% (ประมาณ 150,000 ตัน) และผู้บริโภคมีพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป มีความต้องการความสะดวก (Ready-to-eat) แต่ยังต้องดูดีและสุขภาพดี ปัจจัยที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อข้าวไทยนั้นเพราะความคุ้มค่าเงิน 41% ซึ่งเทียบเท่ากับการตัดสินใจซื้อเพราะคุณภาพที่ 40% ในขณะที่กวางโจว มองว่า ข้าวไทยถูกวางตำแหน่งเป็นสินค้าพรีเมียม โดยผู้บริโภคเลือกรสชาติและกลิ่นหอมเป็นจุดแข็งถึง 82% และคุณภาพ 73% ขณะที่ความคุ้มค่าเงินได้รับเลือกเพียง 11%
ในขณะที่ข้อมูลจากการจัดอันดับความน่าสนใจของกลุ่มข้าวมูลค่าสูง พบว่า ประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ ได้รับเลือกเป็นอันดับหนึ่งอย่างเด็ดขาดในทั้งสองตลาด ตามมาด้วยข้าวอินทรีย์และข้าวพันธุ์พิเศษระดับพรีเมียม ในขณะที่อุปสรรคของข้าวไทยในสองตลาดนี้อยู่ที่การยกระดับมูลค่าต่อหน่วย ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารถึงประโยชน์ด้านสุขภาพและความปลอดภัย รวมถึงจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ผู้บริโภคปลายทางเข้าถึงได้ ควบคู่กับการจัดทำกลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้างกับการรับรู้เกี่ยวกับความหลากหลายและความพรีเมียมของข้าวไทยบนแพลตฟอร์มออนไลน์ควบคู่กับการเจาะช่องทางร้านสุขภาพ และการทำกิจกรรม ณ จุดขาย เพื่อสร้างความแตกต่างในระยะยาว
นายนันทพงษ์กล่าวว่า สำหรับการขับเคลื่อนข้าวมูลค่าสูง กระทรวงพาณิชย์ได้บูรณาการความร่วมมือระหว่าง 4 กระทรวง ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลกลางด้านอุปสงค์และอุปทานสินค้าเกษตรให้เป็นข้อมูลชุดเดียวกัน ใช้สนับสนุนการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และกำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที เพื่อยกระดับการค้าข้าวไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ผู้ประกอบการ และเกษตรกร เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการค้าข้าวมูลค่าสูงของประเทศไทย และแลกเปลี่ยนมุมมองความเห็นต่อ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขยายโอกาสทางการค้าข้าวมูลค่าสูงของไทย โดยมีข้อเสนอใน 5 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านต้นน้ำ พัฒนาสายพันธุ์และยกระดับเกษตรกร 2.ด้านกลางน้ำ ปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรฐานให้เอื้อต่อผู้ประกอบการ 3.ด้านปลายน้ำ สร้างอุปสงค์และขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ 4.ด้านมหภาค กำหนดเป้าหมายข้าวมูลค่าสูง พร้อมสร้างแบรนด์และป้องกันการปลอมปน และ 5.ด้านการค้าระหว่างประเทศ ผลักดันการจับคู่ธุรกิจและยกระดับยุทธศาสตร์การส่งออกให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก
“ข้อเสนอเชิงนโยบายข้างต้น จะเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการกำหนดนโยบายด้านการค้าข้าวของประเทศ และเป็นแนวทางสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวไทย เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก เพราะข้าวไทยนอกจากจะแข่งขันกันเรื่องคุณภาพแล้ว ยังจำเป็นต้องเพิ่มการแข่งขันด้วยมาตรฐาน ความยั่งยืน นวัตกรรมและความสามารถในการสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภค โดยการขับเคลื่อนข้าวมูลค่าสูง จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มราคาสินค้า แต่เป็นการยกระดับระบบการค้าข้าวไทยทั้งระบบ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรไทย และรักษาความเป็นผู้นำของประเทศไทยในตลาดข้าวโลกในระยะยาว”นายนันทพงษ์กล่าว