xs
xsm
sm
md
lg

เวียดนามครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจแกร่งกว่าตลาดหุ้น เปิดโอกาสกระจายลงทุน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



โดย คุณณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด 

เศรษฐกิจเวียดนามในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัวแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาด โดย GDP เติบโต 8.18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาสที่ 2 เร่งขึ้นถึง 8.39% แรงส่งหลักมาจากภาคการผลิต การก่อสร้าง การส่งออก และการลงทุน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางนโยบายของภาครัฐที่ต้องการเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจจากการพึ่งพาการส่งออกและการบริโภคเป็นหลักไปสู่การเติบโตที่มีการลงทุนเป็นแกนสำคัญมากขึ้นสะท้อนได้จากการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตของประเทศ (Gross Capital Formation) ที่เร่งตัวถึง 15.2% ในครึ่งปีแรก

ขณะเดียวกันการบริโภคภายในประเทศยังขยายตัวได้ดี แม้เผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น โดยยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 12.9% และมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าเวียดนามกว่า 12 ล้านคน สูงกว่าระดับก่อนโควิดอย่างชัดเจน

ในส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับต่างประเทศ ทั้งการส่งออก การนำเข้า และเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยการส่งออกและนำเข้าเติบโตสูงนำโดยคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร แม้เวียดนามจะขาดดุลการค้า แต่ส่วนสำคัญเกิดจากการนำเข้าชิ้นส่วน เครื่องจักร วัตถุดิบ และพลังงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต จึงสะท้อนการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตมากกว่าจะเป็นสัญญาณว่าความสามารถในการแข่งขันกำลังลดลง  

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามว่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจะแปรเปลี่ยนเป็นการส่งออกและผลผลิตที่สูงขึ้นได้ตามคาดหรือไม่ จุดแข็งอีกด้านคือเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ซึ่งทั้งยอดลงทุนจริงและยอดขอรับการส่งเสริมทำสถิติสูงสุดสำหรับช่วงครึ่งปีแรก สะท้อนว่าเวียดนามยังได้รับความเชื่อมั่นในฐานะศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค

ด้านเสถียรภาพ เงินเฟ้อเฉลี่ยครึ่งปีแรกอยู่ที่ 4.38% และเริ่มชะลอลงในเดือนมิถุนายนตามราคาพลังงาน ขณะที่เงินด่อง (VND) ทรงตัวได้ดีแม้ดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าแต่สภาพคล่องในระบบธนาคารยังตึงตัว เนื่องจากสินเชื่อเติบโตเร็วกว่าฐานเงินฝาก และอัตราดอกเบี้ยทยอยปรับสูงขึ้นภาพดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามในครึ่งปีแรกมีความผันผวนและปรับขึ้นอย่างไม่ทั่วถึง ดัชนีได้รับแรงหนุนจากหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่กลุ่ม และหุ้นที่เชื่อมโยงกับนโยบายรัฐ

ขณะที่หุ้นส่วนใหญ่ยังไม่ปรับตัวสะท้อนศักยภาพการเติบโตของบริษัท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่อง และสภาพคล่องในตลาดเริ่มชะลอลง จึงยังเป็นภาพของ “เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้น” และเปิดโอกาสให้หุ้นพื้นฐานดีหลายบริษัทมีราคาที่ยังไม่สะท้อนแนวโน้มกำไรและการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ 

จากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง SCBAM คาดว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ในช่วงครึ่งปีหลัง โดยโอกาสการลงทุนจะกระจายตัวมากขึ้น จากเดิมที่ผลตอบแทนส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในหุ้นเพียงบางกลุ่ม อย่างไรก็ดี ควรเลือกลงทุนอย่างรอบคอบ เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน แม้เงินเฟ้อที่เริ่มชะลอลงจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบาย แต่ดอกเบี้ยและสภาพคล่องที่ยังตึงตัวอาจทำให้ตลาดแกว่งตัวในระยะสั้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงเป็นการทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว โดยเน้นหุ้นที่มีปัจจัยสนับสนุนชัดเจน สรุปได้เป็น 3 ธีมการลงทุนหลัก คือ   

 ธีมที่ 1 “ลงทุนสร้างประเทศ” ครอบคลุมการลงทุนภาครัฐ โครงสร้างพื้นฐาน และการขยายกำลังการผลิต การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐในครึ่งปีแรกยังอยู่เพียงราวหนึ่งในสามของแผนทั้งปี ขณะที่รัฐบาลยังมีพื้นที่ทางการคลังและมีแผนลงทุนขนาดใหญ่ในถนน รถไฟ สนามบิน ท่าเรือ พลังงาน และการพัฒนาเมือง จึงมีโอกาสเร่งเบิกจ่ายในครึ่งปีหลัง กลุ่มที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ ได้แก่ ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ผู้รับเหมา ท่าเรือและโลจิสติกส์ ผู้ผลิตไฟฟ้าและสาธารณูปโภค รวมถึงธนาคารขนาดใหญ่ที่มีฐานเงินทุนแข็งแรงและสามารถปล่อยสินเชื่อโครงการสำคัญได้ สำหรับอสังหาริมทรัพย์ ควรเลือกผู้ประกอบการที่มีโครงการพร้อมขาย สถานะทางกฎหมายชัดเจน และภาระหนี้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ 

ธีมที่ 2: “การบริโภคยุคใหม่” ได้แรงหนุนจากรายได้ครัวเรือน การท่องเที่ยว การขยายตัวของเมือง และการนำธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษีและใบกำกับอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้นและเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่ SCBAM จึงให้ความสนใจกับผู้นำในธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ร้านค้าปลีก ร้านขายยา และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่ งบดุลแข็งแรง และสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดจากผู้ประกอบการรายย่อยได้ แม้กำลังซื้อบางส่วนยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง 

ธีมที่ 3: “ยกระดับเวียดนาม” ครอบคลุมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เทคโนโลยี อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ และการพัฒนาตลาดทุน การขยายตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล สนับสนุนหุ้นเทคโนโลยีและนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่การยกระดับตลาดหุ้นสู่สถานะ Secondary Emerging Market ของ FTSE ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีผลในเดือนกันยายน จะช่วยเพิ่มฐานนักลงทุนต่างชาติ และเร่งการยกระดับระบบชำระราคา ธรรมาภิบาล การเปิดเผยข้อมูล และปริมาณหุ้นหมุนเวียนในตลาด นอกจากนี้ การเสนอขายหุ้นใหม่และการลดสัดส่วนการถือหุ้นของภาครัฐจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุนในระยะยาว 

ทั้งสามธีมสะท้อนภาพเดียวกันว่า เวียดนามกำลังสร้างแรงขับเคลื่อนการเติบโตจากภายในประเทศ ควบคู่กับการยกระดับบทบาทในห่วงโซ่การผลิตโลก โดยหัวใจสำคัญคือการเลือกลงทุนในผู้นำอุตสาหกรรมที่มีกระแสเงินสดดี หนี้ไม่สูงเกินไป และสามารถรักษาอัตรากำไรได้ในสภาพแวดล้อมที่ต้นทุนทางการเงินยังอยู่ในระดับสูง 

ความเสี่ยงสำคัญในช่วงครึ่งปีหลังยังคงเป็นความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบภาคการส่งออกของเวียดนาม รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่อาจผลักดันเงินเฟ้อให้สูงกว่าคาด ขณะเดียวกัน สภาพคล่องในระบบธนาคารที่ยังตึงตัวอาจกดดันกำลังซื้อ ภาคอสังหาริมทรัพย์ และคุณภาพสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน ด้านตลาดหุ้นยังต้องติดตามแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติและการกระจุกตัวของดัชนีในหุ้นขนาดใหญ่บางกลุ่ม ดังนั้น นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหุ้นรายบริษัทและกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม