ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พยายามอธิบายต่อสังคมมาโดยตลอดว่าหน้าที่ขององค์กรคือการกำกับดูแลกิจการพลังงานตามกรอบกฎหมาย ไม่ใช่ผู้กำหนดนโยบายพลังงานของประเทศ และไม่ใช่ผู้กำหนดราคาพลังงานโดยลำพัง แต่เมื่อใดที่ค่าไฟปรับตัวสูงขึ้น ชื่อของ กกพ. กลับกลายเป็นเป้ารับแรงเสียดทานจากสังคมทุกครั้ง
สำหรับเหตุผลนี้อาจเป็นเพราะประชาชนไม่ได้มององค์กรผ่านตัวบทกฎหมาย แต่มองผ่านผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน ชึ่งค่าไฟเพิ่มขึ้น ผู้ใช้ไฟฟ้าคาดหวังให้หน่วยงานกำกับดูแลทำหน้าที่มากกว่าการอ้างสูตรคำนวณต้นทุน หรือชี้แจงว่าค่า Ft สะท้อนราคาก๊าซธรรมชาติและภาระต้นทุนสะสมของระบบไฟฟ้า เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการคำตอบคือ มีใครกำลังทำหน้าที่ตรวจสอบต้นทุนเหล่านั้นอย่างจริงจังหรือไม่
ปัญหาของ กกพ. ในวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องค่าไฟเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเรื่อง “ความเชื่อมั่น” ที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าองค์กรกำกับดูแลพลังงานกำลังทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ผลประโยชน์สาธารณะ หรือเป็นเพียงผู้รับรองต้นทุนที่ถูกส่งต่อมาจากระบบพลังงานเดิม
ไทยเลือกสร้างระบบไฟฟ้าบนแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานเป็นอันดับแรก จึงมีกำลังการผลิตสำรองในระดับสูงเพื่อป้องกันปัญหาไฟฟ้าขาดแคลน แต่ในอีกด้านหนึ่ง แนวทางนี้ก็นำมาซึ่งต้นทุนที่ประชาชนต้องร่วมแบกรับผ่านค่าไฟฟ้า จึงไม่ใช่ว่าระบบดังกล่าวถูกหรือผิด หากแต่ กกพ. ในฐานะองค์กรกำกับดูแล ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบความเหมาะสมของต้นทุนเหล่านี้อย่างเต็มที่แล้วหรือยัง
ที่ผ่านมาความท้าทายยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อรัฐบาลเดินหน้าดึงดูดการลงทุนด้าน Data Center ซึ่งต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล การเข้ามาของอุตสาหกรรมใหม่ถือเป็นโอกาสสำคัญทางเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นบททดสอบสิ่งสำคัญของ กกพ. ว่าจะออกแบบโครงสร้างค่าไฟอย่างไรไม่ให้ประชาชนกลายเป็นผู้รับภาระต้นทุนทางอ้อมจากการลงทุนของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ หากวันหนึ่งต้องมีการลงทุนเพิ่มในระบบส่งไฟฟ้าหรือกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น สังคมย่อมมีสิทธิถามว่าใครควรเป็นผู้จ่าย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กระทบต่อภาพลักษณ์ของ กกพ. กลับเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์กรเอง ปัจจุบัน กกพ.มีกรรมการปฏิบัติหน้าที่เพียง 4 คน จากที่กฎหมายกำหนดไว้ 7 คน หลังกรรมการหลายรายครบวาระตั้งแต่ปี 2567 แต่กระบวนการสรรหาชุดใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ แม้จะยังสามารถประชุมและออกมติได้ตามกฎหมาย แต่ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามเรื่องการถ่วงดุล ความหลากหลายของความเห็น และความเหมาะสมในการตัดสินใจเรื่องสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ
เมื่อพิจารณาควบคู่ไปกับโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่มูลค่ากว่า 600 ล้านบาท ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ ภาพลักษณ์ก็ยิ่งถูกตั้งคำถามหนักขึ้น แม้ กกพ.จะแจงว่าปัญหาเกิดจากผู้รับเหมาหยุดงานก่อสร้างและข้อพิพาททางกฎหมายที่ยังอยู่ในชั้นศาล แต่สาธารณชน อาจไม่ใช่ว่าใครเป็นฝ่ายผิด หากแต่เป็นเหตุใดโครงการขนาดใหญ่จึงปล่อยให้ยืดเยื้อเป็นเวลาหลายปีโดยยังไม่เห็นทางออกที่ชัดเจน
เมื่อองค์กรที่มีหน้าที่กำกับดูแลกิจการพลังงานมูลค่าหลายล้านล้านบาทของประเทศ แต่ไม่สามารถทำให้โครงการของตนเองแล้วเสร็จตามแผนได้ ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงข้อสงสัยเรื่องประสิทธิภาพการบริหารจัดการและธรรมาภิบาล โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังเผชิญภาระค่าครองชีพและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น
นอกจากนั้น ยังมีคำถามเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินของสำนักงาน กกพ. ซึ่งแม้จะไม่ใช่งบประมาณแผ่นดินโดยตรง แต่ก็เป็นรายได้ที่เกิดขึ้นจากระบบพลังงานที่ประชาชนและผู้ประกอบการเป็นผู้แบกรับต้นทุนร่วมกัน ไม่ว่าจะผ่านค่าธรรมเนียม ใบอนุญาต หรือกลไกอื่นตามกฎหมาย ดังนั้นทุกการใช้จ่ายจึงหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากสังคมไม่ได้
ในทางกฎหมาย กกพ. มีอำนาจใช้เงินเพื่อการบริหารองค์กร การศึกษาวิจัย การคุ้มครองผู้ใช้พลังงาน การพัฒนาระบบกำกับดูแล และภารกิจสาธารณะด้านพลังงาน แต่คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ใช้เงินได้หรือไม่ได้ แต่อยู่ที่ใช้แล้วเกิดผลลัพธ์คุ้มค่ากับภาระที่สังคมต้องแบกรับหรือไม่
กรณีอาคารสำนักงานมูลค่ากว่า 600 ล้านบาทจึงกลายเป็นมากกว่าโครงการก่อสร้างที่ล่าช้า แต่เป็นสัญลักษณ์ของคำถามเรื่องประสิทธิภาพการบริหารทรัพยากร เมื่อโครงการไม่เสร็จตามแผน ย่อมมีต้นทุนแฝงตามมา ทั้งค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย ค่าเช่าสำนักงานเดิม และค่าใช้จ่ายอื่นที่สังคมย่อมมีสิทธิรับรู้และตั้งข้อกังขาในหลายประเด็น
ปัญหาทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจาก กกพ. เพียงฝ่ายเดียว หลายเรื่องเป็นผลจากโครงสร้างพลังงานของประเทศ หลายเรื่องเป็นผลจากนโยบายภาครัฐ หรือเกิดจากข้อจำกัดทางกฎหมายที่องค์กรไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่ กกพ.ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คือความรับผิดชอบในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชน
เพราะสุดท้ายแล้ว องค์กรกำกับดูแลจะได้รับความน่าเชื่อถือไม่ได้มาจากอำนาจตามกฎหมายหรือคำชี้แจงทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถในการพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า ทุกการตัดสินใจ ทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ไป และทุกนโยบายที่กำกับดูแลนั้น เป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้พลังงานอย่างแท้จริง
นี่อาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของ กกพ. ในวันนี้ ไม่ใช่การคำนวณค่า Ft งวดถัดไป แต่คือการตอบคำถามให้ได้ว่าองค์กรกำลังทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลเพื่อประชาชน หรือกำลังกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบที่ประชาชนกำลังจับตามองมากขึ้น