xs
xsm
sm
md
lg

วัวหายเกลี้ยงคอกเพิ่งคิดล้อม! ก.ล.ต. ควง ธปท. ตื่นฟาดแส้คุม "Stablecoin" สกัดท่อฟอกเงินข้ามชาติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กว่าจะขยับตัวก็ทำเอาตลาดเทาโตคับประเทศ! ล่าสุด (7 ส.ค. 2569) สองเสาหลักคุมกฎหมายการเงินอย่าง ก.ล.ต. และ ธปท. เพิ่งตื่นจากหลับ นัดถกเครียดผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เล็งจัดระเบียบธุรกรรม Stablecoin หลังปล่อยให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรไซเบอร์ใช้เป็น “ทางด่วน” ลำเลียงเงินสกปรกและเลี่ยงโอนเงินข้ามแดนมาเนิ่นนาน งานนี้ประกาศกร้าวเตรียมคลอดเกณฑ์คุมเข้มภายในปีนี้ หวังล้างบาปอุดรอยรั่ว แต่นักเทรดตั้งคำถามตัวโตๆ คือ มาตรการที่ว่านี้จะ “ทันเกม” โจรไซเบอร์ที่ล้ำหน้าไปไกล หรือเป็นเพียงการลูบหน้าปะจมูกสร้างภาพเชิงรุกบนหน้ากระดาษ?

เป็นที่รู้กันดีในแวดวงเศรษฐกิจว่า นวัตกรรมทางการเงินนั้นเปรียบเสมือนดาบสองคม หากผู้กำกับดูแลก้าวตามไม่ทัน มันจะกลายเป็นเครื่องมือชั้นเลิศของเหล่ามิจฉาชีพทันที และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Stablecoin (เช่น USDT, USDC) ซึ่งปริมาณการใช้งานพุ่งทะยานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่จากนักลงทุนที่หวังเก็งกำไร แต่มาจาก “สายเทา” ที่ใช้เป็นช่องทางฟอกเงิน ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี และหลบหลีกการโอนเงินระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง


แม้ว่าก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ทาง ก.ล.ต. จะพยายามจัดทัพทำ Joint Operation บูรณาการร่วมกับ ธปท., สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและตามรอยธุรกรรมต้องสงสัยไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ดูเหมือน “ยาต้านไวรัส” ขนานนี้จะยังออกฤทธิ์ไม่แรงพอ หรืออาจจะสกัดกั้นไม่ทันท่วงที ทำให้ ก.ล.ต. ต้องร่อนจดหมายเชิญทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เข้ามานั่งจับเข่าคุยกันอีกครั้งในวันนี้ เพื่อหามาตรการที่ “ทำได้จริง” ไม่ใช่แค่ทฤษฎีบนหอคอยงาช้าง โดยคาดหวังว่าจะสามารถเคาะหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมได้ภายในปีนี้

 นางสาวจอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต.
เสียงสะท้อนจากผู้คุมกฎและเอกชน วาทกรรมสวยหรูที่รอการพิสูจน์

ท่ามกลางแรงกดดันจากสังคมที่มองว่าภาครัฐเดินตามหลังอาชญากรอยู่หนึ่งก้าวเสมอ นางสาวจอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ได้ออกมาระบุว่า การหารือครั้งนี้คือภาพสะท้อนของความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อผลักดันแนวทางกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับการทำธุรกิจ และคาดว่าจะมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนภายในปีนี้เพื่ออุดรอยรั่วด้านการฟอกเงิน

นางบุตรี หวังศิริรุ่งเรือง ผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงินดิจิทัล ก.ล.ต.
สอดรับกับท่าทีของฝั่งแบงก์ชาติ นางสาวพิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. ที่ย้ำจุดยืนเรื่องการรักษาเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือของระบบการเงิน โดยประกาศกร้าวว่าพร้อมประสานมือ ก.ล.ต. พัฒนามาตรการกำกับดูแลเพื่อสกัดการฟอกเงินและเลี่ยงโอนเงินข้ามประเทศอย่างเด็ดขาด

นายนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ประธานสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDO)
ขณะที่ฟันเฟืองสำคัญอย่างภาคเอกชนโดยนายนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ประธานสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDO) ที่เพิ่งนั่งบนเก้าอี้ใหม่ได้ไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็ต้องออกมารับลูก โดยยืนยันว่าสมาคมฯ พร้อมดันมาตรฐานอุตสาหกรรมให้โปร่งใส โดยเฉพาะการงัดมาตรการตรวจสอบและติดตามลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง (Enhanced Due Diligence: EDD) มาใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้เกิด “ช่องโหว่” ที่แพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งจะถูกแก๊งมิจฉาชีพเจาะเข้ามาใช้เป็นฐานปฏิบัติการ

บรรยากาศการประชุมแนวทางยกระดับการกำกับ stablecoin
กางแผนสกัดโจรไซเบอร์ "Travel Rule" กฎเหล็กที่เดิมพันด้วยระบบ บทพิสูจน์น้ำยา หรือเป็นได้เพียง น้ำลาย

หากกางหน้าตักดูมาตรการที่ ก.ล.ต. เคลมว่าได้ดำเนินการยกระดับมาอย่างต่อเนื่อง ต้องยอมรับว่ามีกระบวนท่าการป้องกันที่ดูรัดกุมขึ้น ตั้งแต่การทำ Customer Profiling ที่บีบให้มีการจำกัดวงเงินถอนสินทรัพย์ดิจิทัลต่อวัน การตรวจสอบลูกค้ากลุ่มเสี่ยงสูงแบบเข้มข้น การคัดกรองบัญชีม้าหรือกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) ที่มีความเสี่ยง รวมถึงการนำเทคโนโลยี Smart Detection มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรม Stablecoin เพื่อจับผิดพฤติกรรมต้องสงสัย

นางสาวนภนวลพรรณ ภวสันต์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต
แต่ไฮไลต์สำคัญที่ถือเป็น "ไม้ตาย" ล่าสุดคือการเตรียมบังคับใช้กฎ Travel Rule ซึ่งจะบังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องระบุและตรวจสอบข้อมูลของผู้ทำธุรกรรมโอนสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างละเอียดถี่ถ้วน ชนิดที่ว่าเงินมาจากไหน ไปหาใคร ต้องมีเส้นทางที่โปร่งใสตรวจสอบได้ โดย ก.ล.ต. วางไทม์ไลน์ว่าจะคลอดหลักเกณฑ์นี้ออกมาให้เห็นภายในเดือนสิงหาคม 2569 นี้ และจะเริ่มบังคับใช้จริงใน เดือนกุมภาพันธ์ 2570

ท้ายที่สุดแล้ว การเดินหมากเชิงรุกของ ก.ล.ต. และ ธปท. ในครั้งนี้ จะเป็นการ "ล้อมคอก" ที่แข็งแกร่งพอจะสกัดกั้นเม็ดเงินมหาศาลจากเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติได้จริง หรือจะเป็นเพียงแค่การเพิ่ม “ภาระทางเอกสาร” ให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุนสุจริต ในขณะที่สายเทา สายดำ ยังคงพลิกแพลงหาทางรอดไปได้เสมอ... เวลาและตัวเลขความเสียหายจากอาชญากรรมไซเบอร์ในอนาคต จะเป็นผู้ให้คำตอบที่ซื่อตรงที่สุด!

นางสาวพิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท.