ศาลรัฐนิวเม็กซิโก สั่งฟันค่าปรับ Meta 567 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1.84 หมื่นล้านบาท พร้อมสั่งคุมเข้มมาตรการตลอด 5 ปี หลังศาลชี้ชัดว่าบริษัทออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เด็กเสพติดโดยเจตนา ทั้งยังปล่อยปละละเลยให้ผู้เยาว์ตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศบนแพลตฟอร์มของตนเอง นี่ไม่ใช่แค่คดีความ แต่คือสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ที่สั่นสะเทือนทั้งอุตสาหกรรมโซเชียลมีเดียทั่วโลก
วานนี้ (6 สิงหาคม) Meta ยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียอเมริกา ถูกศาลรัฐนิวเม็กซิโก มีคำพิพากษาให้บริษัท Meta จ่ายค่าเสียหายมูลค่า 567 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 1.84 หมื่นล้านบาท พร้อมทั้งบังคับให้ปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงานของแพลตฟอร์มทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานที่เป็นเยาวชนในรัฐ หลังศาลวินิจฉัยชัดเจนว่า บริษัทคือต้นตอสำคัญที่ทำให้สุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนย่ำแย่ลงอย่างเป็นระบบ
ผู้พิพากษาไบรอัน บีดเชด แห่งเมืองซานตาเฟ ระบุในคำวินิจฉัยฉบับนี้ว่า Meta ได้ให้บริการแพล็ตฟอร์มซึ่งก่อให้เกิด "ความเดือดร้อนเสียหายต่อสาธารณะ" โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนในรัฐนิวเม็กซิโก โดยศาลเห็นพ้องต้องกันกับข้อกล่าวหาของราอูล ตอร์เรซ อัยการสูงสุดแห่งรัฐจากพรรคเดโมแครต ที่ชี้นิ้วตรงไปยัง Meta ว่าจงใจออกแบบผลิตภัณฑ์ให้กลุ่มผู้ใช้เยาวชนตกอยู่ในภาวะเสพติดการใช้งานอย่างไม่รู้ตัว พร้อมทั้งยังละเลยหน้าที่พื้นฐานในการปกป้องเด็กจากการถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศบนแพลตฟอร์มของตนเองอย่างร้ายแรง
ไม่ใช่แค่โทษปรับจำนวนมหาศาลเท่านั้น แต่มาตรการเชิงบังคับที่ตามมายิ่งตอกย้ำว่าศาลไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเพียงความผิดพลาดทางธุรกิจธรรมดา ผู้พิพากษาสั่งให้ Meta ต้องดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับเยาวชนอย่างเข้มงวดหลายชั้น ทั้งการจำกัดระยะเวลาการใช้งาน Facebook และ Instagram ของกลุ่มวัยรุ่นในแต่ละเดือน การควบคุมการแจ้งเตือนที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดความสนใจ การยกระดับความเข้มงวดในการสกัดกั้นการติดต่อระหว่างผู้ใหญ่กับผู้เยาว์ การเพิ่มมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการเสริมความเข้มงวดในกระบวนการตรวจสอบรายงานที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก โดยคำสั่งศาลนี้จะมีผลบังคับใช้ยาวนานถึง 5 ปีเต็ม สะท้อนว่านี่ไม่ใช่บทลงโทษระยะสั้น แต่เป็นการรื้อโครงสร้างการดำเนินธุรกิจของ Meta ในระยะยาว
ด้านฝั่ง Meta เองก็ไม่รอช้าที่จะออกมาตอบโต้ โดยประกาศทันทีว่าจะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว พร้อมยืนกรานว่าบริษัทได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการตรวจจับและลบเนื้อหาอันตรายออกจากแพลตฟอร์ม แถลงการณ์ของบริษัทระบุว่า ยังคงเชื่อมั่นในผลงานที่ผ่านมาด้านการปกป้องวัยรุ่นบนโลกออนไลน์ และจะเดินหน้าสู้คดีต่อไปเพื่อคัดค้านสิ่งที่บริษัทมองว่าเป็นข้อกล่าวหาที่บิดเบือนข้อเท็จจริง คำแก้ต่างที่ฟังดูคุ้นเคย ไม่ต่างจากบทที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่มักท่องจำไว้ใช้ทุกครั้งเมื่อถูกจับได้คาหนังคาเขา
ที่น่าสนใจคือ คำวินิจฉัยล่าสุดนี้เป็นเพียงระยะที่สองของมหากาพย์คดีความที่รัฐนิวเม็กซิโกยื่นฟ้อง Meta เท่านั้น ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คณะลูกขุนได้เคยมีคำตัดสินไปแล้วว่า Meta ละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐอย่างชัดเจน ด้วยการนำเสนอข้อมูลที่ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัยของ Facebook และ Instagram สำหรับผู้ใช้เยาวชน และสั่งให้บริษัทชดใช้ค่าเสียหายไปแล้ว 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ผู้พิพากษาบีดเชดจึงเดินหน้าไต่สวนพยานอย่างละเอียดยิบต่อเนื่องนานถึง 3 สัปดาห์ในการพิจารณาคดีระยะที่สอง ซึ่งครั้งนี้เป็นการพิจารณาโดยผู้พิพากษาเพียงผู้เดียวโดยไม่มีคณะลูกขุนร่วมตัดสิน โดยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นเฉพาะเจาะจงว่า แพลตฟอร์มของ Meta เข้าข่ายก่อให้เกิด "ความเดือดร้อนเสียหายต่อสาธารณะ" ตามกฎหมายของรัฐนิวเม็กซิโกหรือไม่ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาชัดเจนแล้วว่า "ใช่"
คดีนี้กำลังกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่ทั่วสหรัฐอเมริกาต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะไม่ใช่แค่รัฐนิวเม็กซิโกเท่านั้นที่ลุกขึ้นมาท้าทายยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดีย แต่ยังมีอีกหลายรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเขตการศึกษาทั่วประเทศ ที่กำลังเดินหน้าฟ้องร้องในลักษณะเดียวกัน โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการบีบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานและแนวปฏิบัติของอุตสาหกรรมสื่อสังคมออนไลน์อย่างถอนรากถอนโคน คำถามที่ตามมาคือ นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่บริษัทเทคโนโลยีต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบทางจิตใจที่มีต่อผู้ใช้งานรุ่นเยาว์อย่างจริงจัง หรือจะเป็นเพียงอีกหนึ่งบทที่ถูกกลบด้วยการอุทธรณ์และการต่อสู้ทางกฎหมายที่ยืดเยื้อไปอีกหลายปีข้างหน้า