xs
xsm
sm
md
lg

แบงก์ชาติแฉเอง! เงินเทาแฝงใน USDT พุ่ง 6 แสนล้าน ส่อพิรุธถึง 40%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดตัวเลขสะเทือนวงการ ธุรกรรม USDT ในไทยช่วง 5 เดือนพุ่งกว่า 6 แสนล้านบาท โดย 40% หรือราว 2.5 แสนล้านบาท เข้าข่ายน่าสงสัยว่าเป็นการโอนเงินหนีระบบและส่งออกนอกประเทศ พร้อมพบธุรกรรมเกือบครึ่งมาจากชาวต่างชาติที่ไม่มีถิ่นพำนักในไทย สังคมตั้งคำถามใหญ่ ก.ล.ต. กำลังนิ่งเฉยหรือไม่ แต่การตรวจสอบเชิงลึกกลับพบว่าเรื่องราวซับซ้อนกว่าที่กระแสโซเชียลกำลังพูดถึงกันมาก

ตัวเลขที่หลุดออกมาจากปากนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เมื่อระบุว่าธุรกรรม USDT ในไทยพบความน่าสงสัยถึง 40% ซึ่งเป็นการโอนเงินหนีระบบหรือส่งออกนอกประเทศ คิดเป็นมูลค่ากว่า 250,000 ล้านบาทในช่วงเวลาเพียง 5 เดือน พร้อมเปิดเผยว่าบัญชีม้าและเงินพนันออนไลน์ถูกสั่งปิดไปแล้วกว่า 2,500 บัญชี

ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า 250,000 ล้านบาท ไม่ใช่มูลค่าเงินผิดกฎหมายทั้งหมด แต่คือ 40% ของธุรกรรม USDT ทั้งระบบที่ถูกจัดว่า "น่าสงสัย" ซึ่งหมายความว่าธุรกรรม USDT รวมทั้งระบบในไทยช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาสูงถึงราว 600,000 ล้านบาท

ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ธปท. เคยเปิดข้อมูลไว้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 แล้วว่าการใช้ USDT ในไทยสูงเกินความจำเป็น คิดเป็นสัดส่วนถึง 50% ของการซื้อขายทั้งหมด และกว่า 40% เป็นธุรกรรมจากชาวต่างชาติที่ไม่มีถิ่นพำนักในไทย

นอกจากนี้ นายวิทัย ผู้ว่าฯ ธปท. เองยังตั้งคำถามบนเวทีสัมมนาว่า "คนสิงคโปร์หรือฮ่องกงจะดั้นด้นมาซื้อ USDT ในไทยทำไม ทั้งที่ซื้อในประเทศตัวเองก็ได้" ความผิดปกตินี้ทำให้ ธปท. ต้องขอข้อมูลธุรกรรมจาก ก.ล.ต. โดยตรง และประกาศชัดว่าหากพบธุรกรรมขนาดใหญ่จะส่งต่อให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ดำเนินการทันที

ขณะที่คำถามที่สังคมกำลังตั้งคือ ก.ล.ต. หน่วยงานที่ควรเป็นด่านหน้าคุมเกมสินทรัพย์ดิจิทัลของประเทศ กำลังนิ่งเฉยปล่อยเกียร์ว่างอยู่หรือไม่ แม้ว่าข้อเท็จจริงจะระบุว่า ก.ล.ต. ไม่ได้อยู่เฉยอย่างที่ถูกกล่าวหา เพราะ ย้อนไปตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินมีมติให้ ก.ล.ต. ร่วมกับสำนักงาน ปปง. ยกระดับการติดตามธุรกรรมต้องสงสัย จากนั้นเดือนมีนาคมถึงเมษายน ก.ล.ต. เปิดรับฟังความเห็นร่างเกณฑ์ Travel Rule รอบแรก และล่าสุดเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2569 เปิดเฮียริ่งรอบสองเพื่อกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องส่งข้อมูลผู้โอนและผู้รับทุกธุรกรรม พร้อมตรวจสอบกระเป๋า self-hosted wallet และจัดเก็บข้อมูลไว้ 5 ปี นี่คือมาตรการเดียวกับที่ถูกกล่าวหาว่า "ยังไม่มีคำตอบ"

ขณะที่แนวปฏิบัติเรื่องการตรวจสอบผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง หรือ UBO และการติดตามธุรกรรมลูกค้าเพื่อสกัดบัญชีม้า จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2569 ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่กระแสข่าวนี้กำลังร้อนแรงพอดี และเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. ยังกล่าวโทษอดีตกรรมการ Bitkub 2 รายจากกรณีรายงานเท็จเหตุถูกแฮ็กมูลค่า 1,700 ล้านบาท สะท้อนว่าไม่ได้ปล่อยผ่านทุกเรื่องเช่นกัน แต่ด้วยความเป็นหน่วยงานแดนสนธยาดั้งเดิมของ ก.ล.ต. ที่เสียเวลาไม่ว่า แต่เสียหน้าไม่ได้ เพราะฉะนั้นความเร็วของการทำงานตามคติ "เรือเกลือที่แล่นช้าแต่ชัวร์" จึงยังอยู่คู่องค์กรตั้งแต่ยุคอนาล็อก มาจนถึงยุคดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามที่ไม่มีคำตอบชัดเจน และยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าร่างเกณฑ์ Travel Rule ผ่านการประกาศบังคับใช้จริงแล้วหรือยัง หรืออยู่ระหว่างพิจารณาหลังปิดเฮียริ่งรอบสองเมื่อ 10 กรกฎาคม 2569 และยังไม่มีข้อมูลชัดว่าเงิน 250,000 ล้านบาทที่ "น่าสงสัย" มีสัดส่วนเท่าใดที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมจริง เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือพนันออนไลน์ เทียบกับธุรกรรมที่ถูกกฎหมายแต่มีรูปแบบผิดปกติ เช่น การพักเงินของนักลงทุนต่างชาติ

สิ่งที่นักลงทุนและประชาชนสามารถตั้งคำถามและวิจารณ์ได้อย่างเป็นธรรม จึงไม่ใช่ "การไม่มีอยู่" ของมาตรการกำกับ แต่คือ "ความเร็ว" ของกระบวนการ เพราะขณะที่ร่างกฎยังอยู่ระหว่างเฮียริ่ง และรอวันบังคับใช้จริง เงินดิจิทัลกลับเคลื่อนที่ข้ามพรมแดนได้ในเสี้ยววินาที ช่องว่างของเวลาตรงนี้เองที่เป็นความเสี่ยงที่แท้จริงของประเทศ ซึ่งนั่นทำให้ประชาชนหลาย ๆ คนอดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่า สิ่งที่ ก.ล.ต. ประวิงเวลาอยู่นั้น คือพฤติกรรมแบบ "ปากว่า ตาขยิบ" หรือไม่

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตรวจสอบได้ในขณะนี้คือ ปัญหาเงินเทาไหลผ่าน USDT เป็นเรื่องจริงที่ยืนยันได้จากปากผู้ว่าฯ ธปท. เอง แต่สิ่งที่ประชาชนเห็น ก.ล.ต. คือ "เข้าเกียร์ว่าง" ไม่ทำอะไรเลยหรือ? "ก.ล.ต. กำลังรออะไรอยู่หรือเปล่า ทำไมมาตรการที่มีอยู่ จึงยังตามหลังความเร็วของเงินดิจิทัลอยู่หลายช่วงตัว" และเมื่อไหร่ประเทศไทยจะปิดช่องว่างของเวลานี้ได้เสียที