ซีอีโอ Hugging Face ชี้จีนกำลังได้เปรียบในการแข่งขันในสนาม AI จากโมเดล Open-weight และอาจตามทันอเมริกาภายในปีนี้ ขณะที่บริษัทจีนตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขยายการยอมรับในหมู่นักพัฒนาทั่วโลก โดยเมื่อวันจันทร์ (3 ส.ค.) Alibaba เปิดตัวโมเดลที่มีขนาดใหญ่และทรงประสิทธิภาพที่สุดของบริษัท และเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว
DeepSeek เผยโฉมโมเดลล่าสุด ซึ่งบริษัทวิจัยแห่งหนึ่งระบุว่า มีต้นทุนการใช้งานในการทดสอบมาตรฐานถูกกว่า Claude Fable 5 ของ Anthropic กว่า 100 เท่า
เคลมองต์ เดอลองช์ ซีอีโอ Hugging Face สตาร์ทอัพ AI ของอเมริกา กล่าวในรายการ “Squawk on the Street” ของ CNBC เมื่อวันจันทร์ (3 ส.ค.) ว่า จีนกำลังเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างชัดเจนในการแข่งขันด้าน AI ด้วยโมเดลแบบเปิดค่าน้ำหนักหรือ Open-weight และไม่น่าแปลกใจ หากจีนเริ่มก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านโมเดลระดับแนวหน้า (frontier) ภายในปลายปีนี้หรือปีหน้า
เดอลองช์ชี้ว่า ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือระบบนิเวศด้านการทำงานร่วมกันและการแบ่งปันแบบเปิดในจีน ขณะที่ผู้พัฒนาโมเดลในอเมริกาแยกย้ายพัฒนาอยู่ภายในองค์กรของตนเอง และเสี่ยงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
เดือนที่ผ่านมา AI Agent ของ OpenAI หลุดออกจากสภาพแวดล้อมที่ใช้สำหรับการฝึก และเข้าโจมตี Hugging Face ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส กระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างรวดเร็วของ AI ศักยภาพสูงและเครื่องมือด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ เนื่องจากแสดงให้เห็นว่า AI Agent สามารถสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงได้ง่ายเพียงใด เหตุการณ์นี้ยังสนับสนุนแนวคิดการใช้โมเดลแบบเปิดในยุคที่ต้นทุนการประมวลผลโทเคนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
เดอลองช์ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนโมเดลโอเพนซอร์ส ระบุว่า การโจมตี Hugging Face มีสาเหตุมาจากความผิดพลาดทางวิศวกรรม และเผยว่า บริษัทใช้โมเดลแบบเปิดจากจีนในเวอร์ชันที่ทำงานบนเทคโนโลยีของ Nvidia เพื่อจัดการการโจมตีดังกล่าว
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา โมเดลโอเพนซอร์สของจีนได้ลดช่องว่างด้านขีดความสามารถเมื่อเทียบกับผู้พัฒนาโมเดลในอเมริกาอย่างต่อเนื่องจนทำให้เกิดการถกเถียงว่า ควรมีมาตรการจำกัดการเข้าถึงโมเดลเหล่านี้หรือไม่
ทว่า เดือนที่แล้ว บิ๊กเทค อาทิ Microsoft, Palantir และ Nvidia ได้ร่วมลงชื่อในจดหมายเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายหลีกเลี่ยงการจำกัดโมเดลโอเพนเวท เนื่องจากอาจเป็นการปิดกั้นการแข่งขัน
เดอลองช์สำทับว่า ความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับ AI กำลังจะกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่มากทั้งในอเมริกาและทั่วโลก ซึ่งโมเดลแบบเปิดน่าจะเป็นผู้นำในตลาดนี้
โมเดล AI จากจีนจำนวนมากเป็นโมเดลแบบโอเพนซอร์สหรือโอเพนเวท โดยเผยแพร่ภายใต้เงื่อนไขไลเซนส์ที่อนุญาตให้นำโมเดลไปติดตั้งใช้งานภายในองค์กร หรือใช้งานผ่านผู้ให้บริการคลาวด์โดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้แก่ผู้พัฒนา
ไลลา คาวาจา ผู้อำนวยการ Gavekal Technologies ชี้ว่า คุณสมบัติดังกล่าวทำให้โมเดลจีนได้รับความนิยมในหมู่บริษัทอเมริกันจำนวนมากสำหรับการทำงานที่ยังไม่ถึงระดับแนวหน้าหรือใกล้เคียงระดับแนวหน้า และกำลังคุกคามทั้งอำนาจในการกำหนดราคาและแนวโน้มรายได้ของโมเดลที่พัฒนาโดย Anthropic และ OpenAI
นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า หากอเมริกาจำกัดการเข้าถึงโมเดลแบบเปิดจากจีนอาจช่วยปกป้อง Anthropic และ OpenAI จากการแข่งขันกับโมเดลโลว์คอสต์ แต่จะทำให้ผู้ใช้งานในประเทศต้องจ่ายแพงขึ้น ทั้งยังอาจทำให้บริษัทอเมริกันเสียเปรียบคู่แข่งในยุโรปและภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกซึ่งยังคงเข้าถึงโมเดลราคาถูกได้
ผลลัพธ์ที่ตามมายังอาจรวมถึงการนำ AI ไปใช้งานลดลง ซึ่งจะกระทบต่อแนวโน้มรายได้ของ Nvidia ผู้ผลิตชิปรายอื่นๆ รวมถึงบริษัทคลาวด์ของอเมริกาที่ได้ประโยชน์จากการให้บริการโมเดล AI ของจีน
ทอร์สเตน สล็อก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Apollo เผยว่า ปริมาณการใช้โทเคนรายเดือนของโมเดลจีนเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด โดยในเดือนมิ.ย.มีปริมาณการใช้งานสูงกว่าโมเดลจากอเมริกาถึง 70% และโมเดลจีนยังคงเพิ่มส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญแม้วอชิงตันกีดกันบริษัทจีนไม่ให้เข้าถึงชิปขั้นสูง แต่โมเดลระดับแนวหน้าของอเมริกายังนำหน้าโมเดลจีนอยู่แค่ไม่กี่เดือน
โมเดลจีนมาถูกทาง
วันจันทร์ Alibaba บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน เปิดตัว Qwen3.8-Max โมเดล AI ที่มีขนาดใหญ่และทรงประสิทธิภาพที่สุดของบริษัท โดยมีขนาด 2.4 ล้านล้านพารามิเตอร์ ซึ่งหมายถึงค่าตัวเลขที่โมเดลเรียนรู้จากข้อมูล และนำไปใช้ในการจดจำรูปแบบ สร้างคำตอบ และทำงานต่าง ๆ ซึ่งถือว่าไม่ห่างจาก Kimi K3 ของ Moonshot AI คู่แข่งชาติเดียวกันมากนัก โดย Kimi K3 เปิดตัวเมื่อเดือนที่แล้วและมีขนาด 2.8 ล้านล้านพารามิเตอร์
Qwen3.8-Max ที่มีกำหนดเปิดให้ใช้งานในสัปดาห์หน้า เปิดตัวบน Arena.AI ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเปรียบเทียบโมเดล AI ที่อาศัยการประเมินจากผู้ใช้งานจำนวนมาก และหลังเปิดตัวไม่นานสามารถขึ้นเป็นโมเดลจากจีนที่มีอันดับสูงสุดในหมวดโมเดลด้านข้อความ แม้ยังตามหลัง Claude Fable 5 และโมเดลตระกูล Opus อีก 3 รุ่น ซึ่งทั้งหมดพัฒนาโดย Anthropic ก็ตาม
Qwen3.8-Max ยังติดอันดับ 2 รองจาก Claude Fable 5 ในหมวดโมเดลที่สามารถวิเคราะห์รูปภาพและสื่อประเภทภาพอื่นๆ
ขณะเดียวกัน บริษัทวิจัย Artificial Analysis ระบุว่า V4-Flash ของ DeepSeek ที่เปิดตัวเมื่อวันศุกร์ (31 ก.ค.) มีต้นทุนการใช้งานในการทดสอบมาตรฐานต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับโมเดลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ
สตาร์ทอัพจีนแห่งนี้เคยสร้างความฮือฮาทั่วโลกเมื่อต้นปีที่แล้วจากโมเดล R1 และ V3 ซึ่งส่งผลให้หุ้นเทคทั่วโลกถูกเทขาย และทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่บริษัทอเมริกาลงทุนในการพัฒนา AI
Artificial Analysis ระบุว่า V4-Flash คิดค่าบริการ 0.14 ดอลลาร์ต่อโทเคนขาเข้า 1 ล้านโทเคน และ 0.28 ดอลลาร์ต่อโทเคนขาออก 1 ล้านโทเคน และประเมินว่า โมเดลนี้มีต้นทุนเฉลี่ยเพียง 3 เซนต์ต่อการทดสอบหนึ่งครั้ง เทียบกับ 86 เซนต์สำหรับ Kimi K3, 1.86 ดอลลาร์สำหรับ GPT-5.6 Sol ของ OpenAI และ 3.15 ดอลลาร์สำหรับ Claude Fable 5
รอยเตอร์ชี้ว่า Qwen3.8-Max และ V4-Flash ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทจีนในการพัฒนาโมเดลโอเพนเวทเพื่อขยายการยอมรับในหมู่นักพัฒนาทั่วโลก
เหลียน เจีย ซู หัวหน้านักวิเคราะห์ของบริษัทวิจัย Omdia มองว่า บริษัท AI จีนได้ค้นพบตลาดสำคัญจากข้อเท็จจริงที่ว่า กระบวนการทำงานทางธุรกิจจำนวนมากไม่จำเป็นต้องใช้โมเดลดีที่สุด แต่ต้องการโมเดลที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ราคาจับต้องได้ โปร่งใส และเข้าถึงง่าย ซึ่งโมเดลโอเพนเวทตอบโจทย์นี้