ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่โจทย์เศรษฐกิจไม่ใช่เพียง “ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจเติบโต” แต่คือ ทำอย่างไรให้การเติบโตทางเศรษฐกิจสร้างโอกาสให้คนจำนวนมากขึ้น และทำให้คนในทุกพื้นที่สามารถเป็นผู้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ด้วยตนเอง
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวตอนหนึ่งในการประชุม APPTech EXPO 2026 : พลังเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อการพัฒนาชุมชนพื้นที่ “สร้างนวัตกรชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุม วิภาวดี บอลรูม (เอบีซี) ชั้น L โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเปลี่ยนแปลงของโลก ครัวเรือน กลุ่มอาชีพ และธุรกิจชุมชนจำนวนมากยังประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เหมาะสม โดยข้อมูลจากการวิเคราะห์ 111 กลุ่มอาชีพ ครอบคลุม 11,812 ครัวเรือน สะท้อนตรงกันว่า ความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากไม่ได้อยู่ที่ความขยันหรือศักยภาพของคนในชุมชน แต่อยู่ที่การเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยีที่เหมาะสม แหล่งทุน และตลาด ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตยังสูง ผลิตภาพต่ำ และไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เต็มศักยภาพ
จากสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวง อว. ได้มีการดำเนินการขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยนำปัญหาและความต้องการของพื้นที่เป็นตัวตั้ง มาเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยที่มีองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ นวัตกรรมพร้อมใช้ และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ เพื่อให้คนในชุมชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมและนวัตกรรมพร้อมใช้ที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เกิดการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างกระบวนการเรียนรู้ เพื่อสร้างนวัตกรชุมชนให้เกิดการเรียนรู้ รับ ปรับใช้ และต่อยอดเทคโนโลยี จนสามารถขยายผลและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริงในทุกพื้นที่ ผ่านนโยบาย 1 มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ยกระดับเศรษฐกิจสังคมของจังหวัดที่ตั้ง 1 จังหวัด (One University, One Area Mission) พร้อมกับยกระดับศูนย์ถ่ายทอดและบริการเทคโนโลยีทั่วประเทศ พัฒนาฐานข้อมูลเทคโนโลยีที่เหมาะสมของประเทศ และสร้างนวัตกรชุมชน 36,000 คน (ตำบลละ 5 คน) ให้เป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริงในทุกพื้นที่ของประเทศ
เมื่อเทคโนโลยีที่เหมาะสม กลายเป็นพลังใหม่ของเศรษฐกิจฐานราก
ด้าน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. กล่าวว่า ประเทศไทยมีงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมจำนวนมาก แต่โจทย์สำคัญไม่ใช่ “เรามีเทคโนโลยีเพียงพอหรือไม่” แต่คือ ทำอย่างไรให้เทคโนโลยีเดินทางจากมหาวิทยาลัยและห้องปฏิบัติการไปถึงมือประชาชน และนำไปใช้สร้างรายได้ได้จริง จากกรอบงานชุมชนนวัตกรรมที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยมีเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยมากกว่า 20,000 รายการ และเมื่อผ่านการคัดกรองด้านราคา การประยุกต์ใช้ สิทธิบัตร และผลสำเร็จในการใช้งาน เหลือประมาณ 3,500 เทคโนโลยีที่สามารถพัฒนาเป็นคลังความรู้และนำไปใช้ประโยชน์ได้
แต่การมีเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะชุมชนต้องเข้าถึง 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1) เข้าถึงตลาด ผลิตแล้วต้องขายได้ 2) เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานและเงินทุน เพื่อให้สามารถลงทุนและพึ่งพาตนเอง
3) เข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะกับพื้นที่ เพราะแต่ละภูมิภาคมีปัญหาและทรัพยากรแตกต่างกัน และ 4) เข้าถึงผู้รู้และการเรียนรู้ เพราะการมีเครื่องมือไม่ได้หมายความว่าจะใช้ได้สำเร็จ ต้องมีผู้รู้หรือโค้ชช่วยให้ชุมชนสามารถรับ ปรับ ใช้ และต่อยอดเทคโนโลยีได้
ดังนั้น เป้าหมายของ Appropriate Technology จึงไม่ใช่เพียงการสร้าง “ผู้ใช้เทคโนโลยี” แต่คือการสร้าง “นวัตกรชุมชน” เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถใช้ ดูแล ปรับปรุง ถ่ายทอด และพัฒนาเทคโนโลยีให้เหมาะกับบริบทของตนเองได้
เปลี่ยนงานวิจัยจาก “ขึ้นหิ้ง” เป็น “รายได้ของประชาชน”
ดร.กิตติ กล่าวต่อว่า จุดเด่นของ Appropriate Technology คือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการวัดความสำเร็จด้วยจำนวนผลงานวิจัย สิทธิบัตร หรือบทความ มาเป็นการวัดว่า งานวิจัยสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจให้ประชาชนได้จริงหรือไม่ ดังนั้น เป้าหมายสำคัญของ Appropriate Technology คือการทำให้ครัวเรือนชนบทจำนวน 12,000 ครัวเรือนมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 60,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ย 5,000 บาทต่อเดือน ภายในระยะเวลา 2 ปี (พ.ศ.2568-2570) โดยมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งโดยตรง ผ่านภาคเอกชนหรือวิสาหกิจชุมชน และผ่านศูนย์บริการเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัย ซึ่งผลจากการลงทุนวิจัยพบว่า สามารถสร้างมูลค่ากลับคืนสู่เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม
ผลจากการดำเนินงานได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แนวทางดังกล่าวสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง สร้างชุมชนนวัตกรรมกว่า 1,586 ชุมชน 1,449 ตำบล 465 อำเภอ ครอบคลุมพื้นที่ 76 จังหวัด เกิดการสร้างนวัตกรชุมชนจำนวน 25,394 คน และเทคโนโลยีและนวัตกรรมพร้อมใช้รวมทั้งนวัตกรรมกระบวนการเพื่อแก้ไขปัญหาที่สำคัญของชุมชนทั้งสิ้น 3,690 นวัตกรรม ทำให้ครัวเรือนกว่า 22,116 ครัวเรือน มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นรวมกว่า 989 ล้านบาท พร้อมทั้งสร้างนวัตกรชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง (ข้อมูล ณ วันที่ 3 ส.ค. 69)
ตัวเลขเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงผลตอบแทนของงานวิจัย แต่เป็นหลักฐานว่า เมื่อเทคโนโลยีตอบโจทย์จริง งานวิจัยสามารถเปลี่ยนเป็นรายได้ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชนได้
AppTech Platform ระบบนิเวศการพัฒนาทุนมนุษย์ใหม่ของประเทศไทย
รองศาสตราจารย์ ดร.พีรเดช ทองอำไพ ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. “ครัวเรือนในชนบทและผู้ประกอบการในพื้นที่ มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (12,000 ครัวเรือนในชนบท มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 5,000 บาท ต่อเดือน ภายใน 2 ปี)” กล่าวว่า AppTech Platform ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยี นักวิจัย มหาวิทยาลัย ผู้ประกอบการ และครัวเรือนเข้าด้วยกัน สามารถติดตามรายได้ ต้นทุน เทคโนโลยี และความก้าวหน้าของโครงการแบบ Real Time และนำข้อมูลไปใช้กำหนดนโยบายบนฐานข้อมูลจริง หรือ Evidence-based Policy ได้
ที่สำคัญ AppTech Platform ยังมุ่งพัฒนาไปสู่ Technology Marketplace ที่เปลี่ยนจากการนำเทคโนโลยีจากนักวิจัยไปหาชุมชนมาเป็นการพัฒนาแบบ Demand-driven คือเริ่มจากปัญหาและความต้องการของชุมชน แล้วให้นักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีมาตอบโจทย์โดยตรง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจาก Technology Push สู่ Demand-driven Innovation และทำให้งานวิจัยกลายเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพชีวิต มากกว่าจะเป็นเพียงผลผลิตทางวิชาการ
หัวใจสำคัญอีกประการของ Appropriate Technology คือการเปลี่ยนวัฒนธรรมจาก “การช่วยเหลือ” เป็น “การร่วมสร้าง” (Co-Creation) ที่ภาครัฐ มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และชุมชนต้องร่วมกันพัฒนา โดยชุมชนไม่ใช่ผู้รอรับ แต่เป็นผู้ร่วมลงทุน ร่วมใช้ และร่วมพัฒนาเทคโนโลยี ในระหว่างโครงการ ชุมชนสามารถทดลองใช้เทคโนโลยีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่เมื่อโครงการสิ้นสุด ชุมชนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะซื้อ เช่า หรือคืนเทคโนโลยี หากยอมลงทุนต่อ นั่นหมายความว่าเทคโนโลยีนั้นสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้จริง
เศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งไม่ใช่การทำให้ทุกคนร่ำรวยที่สุด แต่คือการทำให้คนส่วนใหญ่ มีงาน มีรายได้ พึ่งพาตนเองได้ และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ Appropriate Technology จึงไม่ได้สร้างเพียงเครื่องจักรหรือแพลตฟอร์ม แต่เป็นการสร้าง “คน” ผ่านการพัฒนา “นวัตกรชุมชน” ซึ่งสามารถเป็นผู้ใช้ ผู้ช่วยถ่ายทอด ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และผู้นำการเรียนรู้ของชุมชน
จาก “โครงการ” สู่ “โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจฐานราก”
ดร.กิตติ ย้ำว่า บทเรียนสำคัญจาก Appropriate Technology คือ ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะ “พัฒนาเทคโนโลยี” หรือ “พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก” เพราะสองสิ่งนี้สามารถเป็นเรื่องเดียวกันได้ หากออกแบบระบบให้เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้น โดยมหาวิทยาลัย ต้องเปลี่ยนจากผู้ผลิตความรู้มาเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา ขณะที่ ภาคเอกชน ต้องเข้ามาช่วยต่อยอดเทคโนโลยีสู่ตลาด ส่วนภาครัฐ ต้องสร้างระบบสนับสนุนและใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบาย และชุมชน ต้องเป็นผู้ร่วมลงทุน ร่วมใช้ และร่วมพัฒนา โดยมีนวัตกรชุมชน เป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ความรู้เดินหน้าต่อได้หลังโครงการสิ้นสุด
หากเดินหน้าได้เช่นนี้ Appropriate Technology จะไม่ใช่เพียง “แพลตฟอร์มถ่ายทอดเทคโนโลยี” แต่สามารถพัฒนาไปสู่โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจฐานรากไทย เพราะในโลกที่เศรษฐกิจผันผวน การแข่งขันรุนแรง และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความเข้มแข็งของประเทศไม่ได้วัดเพียงจำนวนบริษัทขนาดใหญ่หรือมูลค่าการส่งออก แต่ต้องวัดจากความสามารถของคนส่วนใหญ่ในการ มีงาน มีรายได้ พึ่งพาตนเอง และปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้
ดร.กิตติ ย้ำว่า ท้ายที่สุด เป้าหมายของ Appropriate Technology ไม่ใช่การทำให้ทุกคน “ร่ำรวยที่สุด” แต่คือการสร้างเศรษฐกิจที่ทำให้คนส่วนใหญ่ “ไม่ร่ำรวยแต่มั่นคง ไม่มั่งคั่งแต่ยั่งยืน” และนี่อาจเป็นความหมายที่แท้จริงของ “เทคโนโลยีที่เหมาะสม” ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในห้องทดลอง แต่เป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตจริงของผู้คน ซึ่งจะเป็นกลไกที่ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างแท้จริง