วิกฤติ "ปิดกิจการ" ลามอสังหาฯ-ก่อสร้าง" รายเล็ก-รายกลาง ยอดปิดกิจการพุ่ง แจงครึ่งแรกอสังหาฯปิด105ราย อุตฯก่อสร้างปิด 154 ราย ด้านศูนย์ข้อมูลเผยครึ่งปีแรกยอดเปิดโครงใหม่การวูบหนัก เหตุแบงก์เข้มปล่อยสินเชื่อบีบรายกลาง-รายย่อยเบรกขึ้นโปรเจ็กต์ เทขายสต๊อกรักษาสภาพคล่อง กรมส่งเสริมธุรกิจ แจงครึ่งปีแรกธุรกิจเลิกกิจการทะลุ 7,000 ราย ทุนหายเกือบแสนล้านผู้ประกอบการเร่งเอาตัวรอด ครึ่งปีหลังเสี่ยงเห็นรายเล็กทยอยหายจากตลาด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ส่งสัญญาณเปราะบางมากขึ้น หลังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เปิดเผยว่า ในช่วงเดือน มกราคม-มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมามีธุรกิจเลิกกิจการสะสม 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.49% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่มูลค่าทุนจดทะเบียนของบริษัทที่ปิดกิจการพุ่งแตะ 98,857 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 224% หรือมากกว่า 3 เท่า
นอกจากนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังสะท้อนว่า วิกฤติครั้งนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก แต่เริ่มลุกลามไปถึงบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีเงินลงทุนสูง โดยเฉพาะธุรกิจก่อสร้าง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นสองกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยกลุ่มธุรกิจก่อสร้างอาคาร เป็นกลุ่มที่มีตัวเลขการปิดกิจการมากที่สุดถึง 154 ราย คิดเป็น 9% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมดที่ปิดกิจการ ขณะที่กลุ่มธุรกิจอสังหาฯมีตัวเลขการปิดกิจการอันดับ 2 โดยมีจำนวน 105 ราย คิดเป็น 6% ของจำนวนการปิดธุกิจทั้งหมด
ก่อสร้างเจอศึกหลายด้าน
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มธุรกิจก่อสร้างมีการปิดกิจการเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มธุรกิจประเภทต่างๆ เนื่องจากธุรกิจก่อสร้างกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งราคาวัสดุก่อสร้าง ค่าแรงที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่การลงทุนโครงการใหม่ของทั้งภาครัฐ และเอกชน ยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วง 2 ปีก่อนจนถึงปัจจุบัน ทำให้ผู้รับเหมาหลายรายขาดงานในมือ และต้องแข่งขันตัดราคากันรุนแรง
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้บริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดกลาง และรายย่อยจำนวนมากประสบปัญหาสภาพคล่อง เนื่องจากต้องรับภาระต้นทุนล่วงหน้า แต่การรับชำระเงินจากเจ้าของโครงการล่าช้า ส่งผลให้หลายบริษัทเริ่มทยอยปิดกิจการ หรือหยุดดำเนินธุรกิจชั่วคราว
แบงก์รีเจ็กต์สินเชื่อบีบอสังหาฯ รายเล็ก-กลางปิดตัว
ขณะที่กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แม้ความต้องการมีบ้านยังมีอยู่ แต่กลับติดปัญหา การถูกปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงิน เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย เนื่องจากยังกังวลปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร ยังส่งผลให้อัตราปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) อยู่ในระดับสูง
ผลที่ตามมาคือ ยอดขายและยอดโอนของบริษัทอสังหาฯ ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเลือกชะลอเปิดโครงการใหม่ หันมาระบายสต๊อกบ้านและคอนโดที่สร้างเสร็จแล้ว รวมถึงเพิ่มสัดส่วนธุรกิจปล่อยเช่าเพื่อสร้างกระแสเงินสดแทนการขายขาด ขณะที่ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่า ดัชนีตลาดอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการทั่วประเทศต่างปรับลดการเปิดโครงการใหม่อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรักษาสภาพคล่องและลดความเสี่ยงจากสต๊อกคงค้าง
“ปัญสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ตลาดอสังหาฯชะลอตัวรุนแรงขึ้นในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา คือ สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการบริหารความเสี่ยง ทั้งการประเมินมูลค่าหลักประกัน การปล่อยสินเชื่อหมุนเวียน และการติดตามสภาพคล่องของผู้ประกอบการ บริษัทที่มีหนี้สูงหรือกระแสเงินสดอ่อนแอ จึงเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากกว่าเดิม ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งเลือกหยุดลงทุน หรือปิดกิจการเพื่อลดภาระทางการเงิน”
ผลกระทบเริ่มลามถึงแรงงาน
อย่างไรก็ดี แม้ครึ่งปีแรกจะมีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ 44,773 ราย เพิ่มขึ้น 2.13% แต่ทุนจดทะเบียนรวมกลับลดลงถึง 25.44% ตัวเลขนี้สะท้อนว่า นักลงทุนยังมีความระมัดระวัง เลือกลงทุนขนาดเล็ก ใช้เงินน้อย เน้นธุรกิจบริการและออนไลน์ มากกว่าการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้เงินทุนสูง
“อุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์เป็นภาคเศรษฐกิจที่ใช้แรงงานจำนวนมาก ตั้งแต่ผู้รับเหมา วิศวกร สถาปนิก ช่างก่อสร้าง ไปจนถึงธุรกิจวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และขนส่ง หากการปิดกิจการยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะส่งผลต่อการจ้างงาน รายได้ครัวเรือน และกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งอาจย้อนกลับมากดดันตลาดที่อยู่อาศัยให้ฟื้นตัวได้ช้ากว่าเดิม”
ครึ่งหลังปี69 ยังเป็น "ปีแห่งการเอาตัวรอด"
ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอสังหาฯและผู้บริหารหลายบริษัทสะท้อนทิศทางคล้ายกันว่า กลยุทธ์สำคัญของครึ่งปีหลังคือ "รักษาสภาพคล่อง" มากกว่าการเติบโต โดยชะลอเปิดโครงการใหม่ เร่งขายสินค้าพร้อมอยู่ ขายที่ดินหรือโครงการที่ยังไม่พัฒนา และควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด ขณะที่ตลาดคอนโดยังถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่เผชิญแรงกดดันสูงสุดจากสต๊อกสะสมและกำลังซื้อที่อ่อนแอ
จากแนวโน้มดังกล่าว ส่งผลให้ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีแนวโน้มที่ธุรกิจอสังหาฯ และธุรกิจก่อสร้างจะเข้าสู่ช่วง "คัดกรองผู้ประกอบการ" อย่างชัดเจน บริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง เงินสดสูง และมีรายได้ประจำจากธุรกิจเช่าหรือธุรกิจต่อเนื่อง จะสามารถประคองตัวผ่านวิกฤติได้ ขณะที่ผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กที่พึ่งพาเงินกู้และยอดขายโครงการใหม่ มีความเสี่ยงสูงที่จะควบรวมกิจการ ขายสินทรัพย์ หรือทยอยปิดกิจการมากขึ้น
หากเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวช้า กำลังซื้อไม่กลับมา และสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ วิกฤติการปิดกิจการในภาคอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างอาจยืดเยื้อไปจนถึงปี 2570 และกลายเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป.