xs
xsm
sm
md
lg

ธปท. เตรียมใช้ระบบสแกนผู้กู้ ส่งทุนถึง SME หนุน GDP โต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:




ธปท. หารือ  กระทรวงการคลัง เตรียมใช้ระบบสแกนผู้กู้แบบใหม่ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อช่วยให้ SME และรายย่อยถึงสินเชื่อได้ด้วยต้นทุนดอกเบี้ยต่ำและเป็นธรรม หวังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหนุน GDP โตตามศักยภาพ แจงทุนเทามหาศาลแอบแฝง ส่งผลให้รัฐสูญภาษีที่ควรจะเก็บได้ต่ำกว่าความเป็นจริง และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมีลักษณะ K-Shape ที่การเติบโตกระจุกตัวอยู่ในบางภาคธุรกิจ


หลังจาก “วิทัย รัตนากร ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ได้ขึ้นบรรยายพิเศษในงาน The INTANIA Forum เมื่อ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ด้วยการชี้แจงตัวเลขเศรษฐกิจไทย

โดยประเด็นที่น่าสนใจคือเมืองไทยไม่ได้ขาดเงิน แต่เม็ดเงินไหลไปผิดที่ผิดทาง เพราะปัจจุบันแบงก์ชาติดูดซับสภาพคล่องในระบบไว้สูงถึงวันละ 5–6 ล้านล้านบาท แต่พบว่าว่าเงินทุนกว่า 75% กลับกระจุกตัวอยู่แค่ในกลุ่ม “ธุรกิจขนาดใหญ่” ขณะที่สินเชื่อ SME กลับหดตัว และติดลบติดต่อกันยาวนานถึง 15 ไตรมาส เพราะจากสถิติ SME ที่เข้าถือสินเชื่อกลับพบว่าเป็น เกรด A 30% ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ของประเทศ ก็ยังเข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 21% เท่านั้น 

 ขณะที่รายใหญ่ที่เข้าถึงได้ถึง 63% เนื่องจากส่วนหนึ่งเพราะดอกเบี้ยแพง ทำให้ SME ต้องแบกรับดอกเบี้ยสูงถึง 7.8% ขณะที่ทุนขนาดใหญ่จ่ายดอกเบี้ยเพียง 3.9% จึงเท่ากับว่าธุรกิจเล็กถูกจำกัดโอกาสในการเติบโตตั้งแต่ต้นน้ำ

ดังนั้น แบงก์ชาติ จึงจับมือกับกระทรวงการคลัง เตรียมลุยระบบสแกนผู้กู้แบบใหม่ทั้งงบการเงิน ค่าใช้จ่ายต่างๆ และอื่นๆ มาประกอบการพิจารณาและประเมินศักยภาพจริง ที่ไม่ใช่แค่การดูจากข้อมูล “เครดิตบูโร” เดิม เพื่อช่วยให้ SME และรายย่อยที่มีวินัยแต่ไม่มีหลักประกัน สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ในต้นทุนดอกเบี้ยที่ถูกลงและเป็นธรรมขึ้น

นายวิทัย ยังกล่าวถึงธุรกิจสีเทาที่แฝงอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยขณะนี้เป็นปัญหาที่ควรใส่ใจ เพราะไทยมีขนาดเศรษฐกิจนอกระบบใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก ซึ่ง 9–13% เป็นเธุรกิจสีเทา นั่นจึงทำให้รัฐเก็บภาษีไม่ได้ตามความเป็นจริง
โดยชัดเจนที่สุดคือธุรกรรมที่น่าสงสัย อย่าง คริปโตฯ USDT สูงถึง 40% คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.5 แสนล้านบาท ใน 5 เดือน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการโอนเงินหนีระบบ และสั่งปิดบัญชีม้ากับเว็บพนันไปแล้วกว่า 2,500 บัญชี

“การผ่าตัดใหญ่เพื่อส่งเงินทุนไปถึง SME ที่มีประสิทธิภาพจริง จึงเป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขให้เร็วที่สุดในตอนนี้ เพราะหากไทยจัดงบประมาณผิดทาง และปล่อยให้เงินก้อนใหญ่กระจุกอยู่เพียงทุนใหญ่ และปล่อยให้ธุรกิจทุนเทาสูบเงินออกจากระบบ เศรษฐกิจไทยก็จะโตต่ำกว่าศักยภาพเช่นนี้เรื่อยไป

นายวิทัย กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยว่ากำลังเดินเข้าสู่ "จุดเปลี่ยนสำคัญ" และที่น่าน่ากังวลคือแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ลดลงอย่าง ต่อเนื่อง ในอดีตไทยเคยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP โต 7% ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ 5% และ 4% ตามลำดับ ขณะที่หลังผ่านวิกฤติ โควิด-19 เศรษฐกิจไทยโตเพียง 3% ซึ่งก่อนหน้านี้ถ้า GDP โต 3% คงจะเสียใจ แต่ปัจจุบันถ้าโตได้ 3% กลับรู้สึกดีใจ นี่จึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของศักยภาพเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน เพราะตัวเลขการเติบโตที่เคยถูกมองว่าต่ำในอดีต กลับกลายเป็นระดับที่หลายฝ่ายพอใจในปัจจุบัน

ดังนั้น การทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตในระดับ สูงขึ้นได้อย่างยั่งยืน เป็นความท้าทายที่สำคัญ เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการพยุงให้เศรษฐกิจไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยในแต่ละปี เพราะจากการประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้อาจโตเพียง 1.5-1.7% แต่รัฐออกมาตรการต่างๆ มาอาจช่วยประคองให้เศรษฐกิจเติบโต 2.3% ซึ่งอาจทำให้ดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่ยังต่ำ เมื่อเทียบกับศักยภาพประเทศ สะท้อนว่าโจทย์สำคัญของไทยในระยะต่อไปต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศ
นอกจากนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่มีลักษณะ K-Shape ที่ยังน่ากังวลเพราะแม้ตัวเลขเศรษฐกิจบางด้านขยายตัวดี แต่ผลประโยชน์จากการเติบโตกระจุกตัวอยู่ในบางภาคธุรกิจ ขณะที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จำนวนมากยังไม่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวเต็มที่

ทั้งนี้ ตัวเลขการส่งออก ของไทยขยายปีนี้ถึง 14% ขณะที่เงินลงทุนจากต่างประเทศ หรือ FDI เพิ่มสูง ทำให้การลงทุนโดยรวมเติบโต 6% หากมองเฉพาะตัวเลขอาจเห็นแข็งแกร่ง แต่ถ้าลงรายละเอียดจะพบว่าการเติบโตกระจุกตัว สำหรับสินค้าที่ทำให้การส่งออกขยายตัวอย่างมาก ส่วนใหญ่เป็นสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงที่เกี่ยวข้องกับ AI, Data Center และ Cloud Service เติบโต45% ขณะที่สินค้าส่งออกกลุ่มอื่นเติบโตเพียง 2% ปัญหาคือ การเติบโตของภาคเทคโนโลยีดังกล่าวไม่ได้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทยวงกว้างมากนัก หากดูผู้ผลิตสินค้ากลุ่มไฮเทคที่มีการส่งออกมี 105 ราย ซึ่ง 85 ราย เป็นบริษัทต่างชาติ ทำให้ผลประโยชน์ไม่ได้ตกอยู่กับธุรกิจไทยหรือประชาชนไทย

ขณะอุตสาหกรรม Data Center ที่ใช้เงินลงทุนมหาศาล และใช้พลังงานสูง แต่กลับสร้างการจ้างงาน 30-40 คน เทียบการลงทุนในอุตสาหกรรมแบบเดิมที่สร้างการจ้างงานและเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ในประเทศจำนวนมาก นั่นจึงสื่อถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมยุคใหม่ไม่ได้สร้างผล กระจายทางเศรษฐกิจในวงกว้างเท่าที่ควร