วงการคริปโทเคอร์เรนซีเผชิญแรงสั่นสะเทือนอีกครั้ง หลังกลุ่มแฮกเกอร์เดินหน้ากวาดล้างสินทรัพย์จากกระเป๋าฮาร์ดแวร์ Coldcard เป็นระลอกที่สี่ติดต่อกัน ความเสียหายสะสมพุ่งแตะ 114 ล้านดอลลาร์ เหยื่อครอบคลุมกว่า 5,200 บัญชี ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ชี้ต้นตอมาจากข้อบกพร่องของระบบสุ่มรหัสในเฟิร์มแวร์เก่า พร้อมแนะนักลงทุนที่ยังตกค้างเร่งใช้ช่องทางค่าธรรมเนียมเครือข่ายแย่งชิงสินทรัพย์คืนก่อนสายเกินแก้
รายงานจาก CoinDesk ระบุว่าการโจมตีระลอกใหม่นี้พุ่งเป้าไปยังที่อยู่กระเป๋าเงินที่สร้างขึ้นผ่านฮาร์ดแวร์วอลเล็ตยี่ห้อ Coldcard โดยผู้ไม่หวังดีสามารถโยกย้ายทรัพย์สินออกไปแล้วกว่า 1,816 บิทคอยน์ นับตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นมา
ท่ามกลางความโกลาหล เหยื่อยังพอมีหนทางต่อสู้ อเล็กซ์ ธอร์น หัวหน้าฝ่ายวิจัยจาก Galaxy Research เปิดเผยว่าแฮกเกอร์อาศัยฟีเจอร์การแทนที่ด้วยค่าธรรมเนียม หรือ Replace-by-fee ในการโอนเงิน ซึ่งเปิดช่องให้เจ้าของบัญชีตัวจริงชิงจังหวะจ่ายค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าเพื่อแย่งดึงสินทรัพย์กลับคืนได้ ตราบใดที่ธุรกรรมของคนร้ายยังค้างอยู่ในคิวรอการยืนยันบนเครือข่าย
ต้นตอของวิกฤตนี้ย้อนไปถึงข้อบกพร่องในเฟิร์มแวร์รุ่นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 ซึ่งเปลี่ยนกระบวนการสร้างชุดคำ หรือ Seed จากเดิมที่พึ่งพาชิปประมวลผลฮาร์ดแวร์โดยตรง มาใช้ระบบสุ่มของซอฟต์แวร์ที่สามารถคาดเดาได้ ผลคือผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ที่ทราบช่วงเวลาการตั้งค่าที่แน่นอน สามารถคำนวณสร้างกุญแจจำลองแบบออฟไลน์ได้อย่างแม่นยำ
ขณะที่ Coinkite บริษัทผู้ผลิตเมื่อทราบเรื่อง ได้เร่งปล่อยเฟิร์มแวร์ฉุกเฉินเพื่ออุดช่องโหว่ พร้อมออกคำเตือนให้ลูกค้าที่เคยตั้งรหัสผ่านด้วยซอฟต์แวร์เจ้าปัญหารีบโยกย้ายเงินไปยังที่อยู่ใหม่โดยเร็วที่สุด แต่การโจมตีกลับรุนแรงมากขึ้นโดยแฮกเกอร์กวาดสินทรัพย์ไปแล้วกว่า 1,083 บิทคอยน์จาก 1,196 บัญชีภายในเวลาเพียง 41 นาที ก่อนทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงสุดสัปดาห์ จนสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วตลาด
ข้อมูลบนบล็อกเชนเผยให้เห็นรูปแบบการโจมตีที่วางแผนมาอย่างรัดกุม คนร้ายเร่งความเร็วธุรกรรมถึง 14 รายการต่อบล็อก เร็วกว่าอัตราปกติถึง 45 เท่า ขณะที่ปลายทางการโอนเงินทุกครั้งล้วนเป็นที่อยู่ใหม่ที่ไม่เคยมีประวัติการใช้งานมาก่อน สะท้อนความพยายามหลีกเลี่ยงการตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมจากหน่วยงานรัฐและบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน
ประเด็นที่น่าจับตาคือ การโจมตีทั้งสี่ระลอกยังไม่สามารถเจาะระบบรักษาความปลอดภัยแบบหลายลายเซ็น หรือ Multisig ได้เลย ซึ่งตอกย้ำสมมติฐานว่าช่องโหว่นี้จำกัดวงเฉพาะผู้ใช้งานที่พึ่งพากุญแจเดี่ยวเท่านั้น เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญที่ตอกย้ำว่า แม้แต่อุปกรณ์จัดเก็บสินทรัพย์แบบออฟไลน์ที่ได้รับความไว้วางใจสูง ก็ยังมีจุดเปราะบางที่คาดไม่ถึง นักลงทุนคริปโตจึงจำเป็นต้องทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยของตนเองอย่างจริงจัง และพิจารณาใช้ระบบหลายลายเซ็นเพื่อกระจายความเสี่ยง ในยุคที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์ต่อสินทรัพย์ดิจิทัลทวีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน