อาหารสัตว์เลี้ยงไทยยังเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงที่มีศักยภาพในตลาดโลก หลังทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดูแลสัตว์เหมือนสมาชิกในครอบครัว เผยเทรนด์ต่อไป เน้นสัตว์สุขภาพดี สินค้าพรีเมียม ราคาเข้าถึงได้ เหตุค่าครองชีพสูงขึ้น ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ราคาไม่แพง คุณประโยชน์ชัดเจน แนะไทยใช้ประโยชน์เป็นแหล่งวัตถุดิบ ผลิตสินค้าคุณภาพป้อนตลาด แต่ต้องเข้มมาตรฐาน
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงที่มีศักยภาพในตลาดโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว หรือ Pet Humanization ส่งผลให้ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพ ปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ และตอบโจทย์สุขภาพเฉพาะด้านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยแนวโน้มสำคัญของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโลกในระยะต่อไป คือ เทรนด์สัตว์เลี้ยงสุขภาพดี สินค้าพรีเมียมในราคาเข้าถึงได้ หรือ Healthy Pet–Affordable Premium กล่าวคือ ผู้บริโภคยังต้องการสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพสูงและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ขณะเดียวกันภาวะค่าครองชีพและราคาสินค้าที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ราคาเข้าถึงได้ และคุณประโยชน์ที่เห็นชัดเจนมากขึ้น
สำหรับสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีโอกาสเติบโต ได้แก่ อาหารสูตรโปรตีนสูง อาหารเสริมวิตามินและแร่ธาตุ อาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน อาหารสูตรย่อยง่าย อาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงสูงวัย อาหารสำหรับแมว และผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติหรือมีการกล่าวอ้างด้านสุขภาพที่ชัดเจน
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบภายในประเทศเพิ่มขึ้น เช่น โปรตีนจากไก่ ปลา ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง และวัตถุดิบเกษตรแปรรูปอื่น ๆ เพื่อสร้างการเชื่อมโยงกับภาคเกษตรไทย ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรภายในประเทศ และต้องให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาสูตรอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ มาตรฐานความปลอดภัย และการสื่อสารคุณประโยชน์ของสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาด การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ขนาดสินค้าที่หลากหลาย และราคาที่เข้าถึงได้ จะช่วยให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ทั้งในตลาดพรีเมียมและตลาดผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องการสินค้าคุณภาพดีในราคาสมเหตุสมผล
ส่วนกลยุทธ์การทำตลาด ผู้ประกอบการ ต้องพัฒนาสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมที่ราคาเหมาะสม หรือ Affordable Premium โดยใช้จุดแข็งของไทยด้านวัตถุดิบอาหาร ความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูป มาตรฐานความปลอดภัย และความสามารถในการผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดปลายทาง ควรรักษาฐานตลาดหลัก เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความปลอดภัย และคุณภาพสินค้า ขณะเดียวกันควรเร่งขยายตลาดศักยภาพ เช่น อินเดีย อาเซียน ตะวันออกกลาง และตลาดเมืองรองในเอเชียที่มีจำนวนผู้เลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น รายได้ของชนชั้นกลางขยายตัว และพฤติกรรมการซื้อสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงเปลี่ยนไปสู่ช่องทางออนไลน์และร้านค้าเฉพาะทางมากขึ้น
“อาหารสัตว์เลี้ยงเป็นตัวอย่างสำคัญของสินค้าเกษตรแปรรูปไทยที่สามารถยกระดับจากวัตถุดิบไปสู่สินค้ามูลค่าสูงได้อย่างเป็นรูปธรรม หากผู้ประกอบการไทยสามารถจับเทรนด์ Healthy Pet–Affordable Premium ได้อย่างเหมาะสม พัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน ตอบโจทย์สุขภาพสัตว์เลี้ยง และใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ เกษตรกร และห่วงโซ่อุตสาหกรรมอาหารของประเทศอย่างต่อเนื่อง”นายนันทพงษ์กล่าว
ในปี 2568 ไทยส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงมูลค่ารวม 3,276.26 ล้านเหรียญสหรัฐ (107,470 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 8.15% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 3,029.42 ล้านเหรียญสหรัฐ (106,391 ล้านบาท) สะท้อนความสามารถของไทยในการรักษาฐานการส่งออกในตลาดโลก แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต และในปี 2568 ไทยยังคงครองตำแหน่งผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 ของโลก มีสัดส่วนการส่งออก 10.2% ของมูลค่าการส่งออกของทั้งโลก รองจากเยอรมนี ที่มีสัดส่วน 12.1%
สำหรับช่วง 5 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) ไทยส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นมูลค่า 1,425.80 ล้านเหรียญสหรัฐ (44,847 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 5.15% ตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของไทย ยังคงเป็นสหรัฐฯ มูลค่า 430.84 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 30.22% ของการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงทั้งหมดของไทย รองลงมา ได้แก่ ญี่ปุ่น 157.85 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 11.07% ออสเตรเลีย 76.55 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 5.37% อิตาลี 72.63 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 5.09% และเยอรมนี 65.72 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 4.61% โดยตลาดที่ขยายตัวโดดเด่นในช่วง 5 เดือน ได้แก่ ฝรั่งเศส เพิ่ม 101.46% นิวซีแลนด์ เพิ่ม 36.69% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 36.01% เยอรมนี เพิ่ม 32.25% ออสเตรเลีย เพิ่ม 25.71% อินเดีย เพิ่ม 19.08% ญี่ปุ่น เพิ่ม 12.14% และมาเลเซีย เพิ่ม 9.12% สะท้อนว่าอาหารสัตว์เลี้ยงไทยยังมีโอกาสขยายตลาดได้ทั้งในกลุ่มประเทศรายได้สูงและตลาดเอเชียที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น