โพสต์จากบัญชี “Elite3043” ที่กำลังถูกแชร์ในกลุ่มนักเทรดคริปโตไทยช่วงนี้ เป็นการตั้งคำถามเชิงเสียดสีว่า “ถ้าผมโดนแบน ให้พ้นสภาพจากการเป็น CEO แล้วผมให้ เลขา ผม 10 คน ทำ Volume ปลอมซื้อขายปั้นราคา เหรียญ แล้วก็แบ่งกำไรให้ โดยมีเงื่อนไขว่าห้ามให้ใครจับได้เด็จขาด คุณคิดว่า กลต. จะรู้ไหม
แล้วคุณคิดว่าผม จะทำไหม….?? 😆 แล้วถ้าเป็นคุณหละ จะทำไหม…?? 😆คุณไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่า Transection แต่ละบรรทัดเป็นของใคร
ถึงจะตรวจสอบได้ยัน วินาที….ผมถึงบอกไงว่าถ้าเทรด ฟิวเจอร์ถูกกฏหมาย สร้าง Token ได้ตามใจฉัน คุณเจอล้างพอร์ต ยิ่งกว่า Volume ปลอมแน่นอน..”
ซึ่งโพสต์ดังกล่าวกำลังเป็นกระแสพูดถึงในโลกโซเชียลมีเดียอย่างมาก โดยเฉพาะกรณี “หากผู้บริหาร Exchange ถูกแบน แล้วใช้พวกพ้องหรือเลขา 10 คนสร้าง Volume ปลอมปั่นราคาเหรียญ ก.ล.ต. จะตรวจจับได้หรือไม่?
ข้อความนี้ไม่ได้ระบุชื่อ Exchange หรือบุคคลใดที่ยืนยันตัวตนได้ และเขียนในเชิงสมมติฐาน แต่จังหวะที่โพสต์นี้แพร่โผล่ขึ้นมานั้นกลับตรงกับช่วงเวลาที่ ก.ล.ต. เพิ่งเปิดเผยคดีใหญ่เกี่ยวกับ Bitkub เมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้หลายคนเชื่อมโยงสองเรื่องเข้าด้วยกัน ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานผูกโยงกันโดยตรง
ถึงจุดนี้ต้องแยกให้ชัดว่าอะไรคือข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้จาก ก.ล.ต. อะไรคือคำกล่าวอ้างที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ ผ่านการไล่เรียงคดีจริงสองคดีที่เกี่ยวข้องกับคำว่า Wash Trading ในวงการคริปโตไทย
Wash Trading คืออะไร
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า Wash Trading คือ การปั่นราคารูปแบบนึง ด้วยการสร้างรายการซื้อขายปลอม เพื่อทำให้ดูเหมือนมีคนซื้อขายเหรียญจำนวนมาก ทั้งที่ความจริงอาจเป็นคนกลุ่มเดียวกันซื้อขายกันเอง
ตัวอย่างเช่น คนคนเดียวควบคุมบัญชี 2 บัญชี แล้วใช้บัญชีหนึ่งตั้งซื้อ อีกบัญชีตั้งขาย เพื่อให้คำสั่งจับคู่กันเอง แม้เหรียญจะไม่ได้เปลี่ยนเจ้าของจริง แต่ในระบบจะแสดงว่ามีการซื้อขายเกิดขึ้น
วิธีนี้ทำให้เหรียญดูมีปริมาณซื้อขายสูงและมีสภาพคล่องมากกว่าความเป็นจริง นักลงทุนรายอื่นอาจเข้าใจผิดว่าเหรียญกำลังได้รับความสนใจและตัดสินใจเข้าซื้อ บางกรณีอาจใช้สร้างกระแสหรือดันราคา ก่อนที่ผู้กระทำจะขายเหรียญออกมาทำกำไร
ย้อนคดี Bitkub ปั่นราคายันแจ้งรายงานเท็จ
ยกตัวอย่างเช่น กรณีของ Bitkub เอง ก.ล.ต. เคยดำเนินคดี Wash Trading มาแล้วจริงตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้จากประกาศทางการ ไม่ใช่คำกล่าวอ้างจากโพสต์ใด
หากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 ก.ล.ต. ได้ดำเนินมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 3 ราย ได้แก่ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด นายอนุรักษ์ เชื้อชัย และนายสกลกรย์ สระกวี ในฐานความผิดสร้างปริมาณเทียมในการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Wash Trading
โดยพฤติการณ์ตามที่ ก.ล.ต. ระบุคือ ในช่วงวันที่ 4 มกราคม ถึง 5 กันยายน 2562 นายอนุรักษ์ทำสัญญากับนายสกลกรย์เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลสภาพคล่องหรือ Market Maker ให้กับ Bitkub โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากนายสกลกรย์ แต่ใช้วิธีส่งคำสั่งจับคู่ซื้อขายเหรียญหลายสกุล ในลักษณะสร้างปริมาณเทียมขึ้นมา ครอบคลุมเหรียญถึง 18 สกุล
ผลของคดีนี้คือผู้กระทำผิดทั้งสามรายต้องชำระค่าปรับทางแพ่งรวมกว่า 24.16 ล้านบาท และนายสกลกรย์ถูกสั่งห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเวลา 12 เดือน พร้อมห้ามซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเวลา 6 เดือน
จุดนี้น่าสนใจเพราะมันตรงกับโครงเรื่องที่โพสต์ไวรัลพูดถึงพอดี คือ “ผู้บริหารโดนแบน” และ “ใช้คนอื่นทำ Volume ปลอม” แต่ต้องย้ำว่านี่คือคดีที่เกิดขึ้นจริงเมื่อปี 2565 ไม่ใช่เหตุการณ์ปัจจุบัน และไม่มีอะไรยืนยันว่าโพสต์เขียนขึ้นโดยอ้างอิงถึงคดีนี้โดยตรง
ประเด็นนี้กลับมาเป็นกระแส หลัง ก.ล.ต. กล่าวโทษ Bitkub และผู้เกี่ยวข้อง นายสกลกรย์ สระกวี และนายทวีทรัพย์ ราวรรณ์ ต่อ บก.ปอศ. เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ฐานรายงานข้อมูลเท็จและปกปิดเหตุสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าราว 1,700 ล้านบาทถูกโจรกรรมจากระบบเมื่อปี 2564 โดยแบบรายงานเงินกองทุนที่ส่งต่อ ก.ล.ต. ไม่สะท้อนความเสียหายดังกล่าว จึงอาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาและทำให้กรรมการต้องร่วมรับผิดเป็นการส่วนตัว
เมื่อรวมประวัติการถูกลงโทษทั้งหมดนับตั้งแต่ปี 2564 Bitkub เคยถูกปรับหรือยอมรับมาตรการลงโทษแล้ว 4 กรณี รวมค่าปรับกว่า 33.47 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่ปัญหาระบบซื้อขายหยุดชะงัก การสร้างปริมาณเทียม การคัดเลือกเหรียญเข้าซื้อขายที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และถูกกล่าวโทษทางอาญาอีก 1 กรณีในคดีรายงานเท็จ
แผลเหวอะ–คดีอื้อ! ชนวน SCBS ล้มดีลบิทคับ
จุดที่มีนัยสำคัญทางธุรกิจคือช่วงเวลาที่เหตุการณ์เหล่านี้ทับซ้อนกับดีลประวัติศาสตร์ระหว่าง Bitkub กับกลุ่ม SCBX ในการเข้าซื้อหุ้น Bitkub Online สัดส่วน 51% มูลค่า 17,850 ล้านบาท เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2564 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวโดยตรงกับช่วงที่ Bitkub ถูกกล่าวหาว่ารายงานข้อมูลไม่ตรงความจริงต่อ ก.ล.ต.
ดีลนี้ใช้เวลาตรวจสอบยาวนานกว่าที่วางแผนไว้มาก ท่ามกลางความเข้มงวดที่เพิ่มขึ้นของ ก.ล.ต. ต่อ Bitkub ในหลายด้าน ทั้งคดี Wash Trading และประเด็นการคัดเลือกเหรียญ KUB เข้าซื้อขายที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ซึ่งทำให้ Bitkub ถูกปรับอีก 15.2 ล้านบาทในปีเดียวกัน
สุดท้ายคณะกรรมการ SCBS มีมติยกเลิกดีลทั้งหมดในวันที่ 25 สิงหาคม 2565 โดยให้เหตุผลว่า Bitkub ยังมีประเด็นคงค้างตามคำสั่ง ก.ล.ต. ที่ไม่แน่นอนเรื่องกรอบเวลา
สุดท้าย โพสต์นี้เป็นเพียงข้อสงสัยที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน ข้อเท็จจริงต้องรอหน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบ และไม่ได้สรุปว่าเกี่ยวข้องกับ Bitkub หรือบุคคลใด
สารสำคัญจึงไม่ใช่การกล่าวหาจากโพสต์นิรนาม แต่คือคำถามว่า ระบบกำกับดูแลสามารถตรวจสอบผู้มีอำนาจและผู้ที่อยู่เบื้องหลังธุรกรรมได้ลึกเพียงใด แม้ผู้เกี่ยวข้องจะไม่ได้ลงมือผ่านบัญชีของตนเองก็ตาม