xs
xsm
sm
md
lg

"ตั๊ม พิริยะ" เตือนภัยช่องโหว่ Coldcard แนะผู้ใช้เร่งย้ายบิทคอยน์หนีแฮ็ก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


พิริยะ สัมพันธารักษ์ หรือ ตั๊ม อินฟลูเอนเซอร์และผู้เชี่ยวชาญด้านบิทคอยน์ระดับแถวหน้าของไทย
หลังเกิดกระแสการระบาดของแฮ็กเกอร์ จนสร้างความกังวลต่อผู้ถือครองกระเป๋าเงินดิจิทัลและนักลงทุนในวงการคริปโตไทย จากเหตุการณ์ช่องโหว่ความปลอดภัยระดับโครงสร้างของฮาร์ดแวร์วอลเล็ตแบรนด์ดัง Coldcard จนส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนสูญเสียบิทคอยน์ จากระบบสุ่ม Seed Phrase ของเฟิร์มแวร์ที่มีปัญหา ล่าสุด "พิริยะ สัมพันธารักษ์ หรือ ตั๊ม" อินฟลูเอนเซอร์และผู้เชี่ยวชาญด้านบิทคอยน์ระดับแถวหน้าของไทย ได้ออกมาโพสต์ขอโทษผู้ติดตามอย่างเป็นทางการ ยอมรับในความบกพร่องที่เคยแนะนำอุปกรณ์ดังกล่าวโดยขาดการตรวจสอบเชิงเทคนิคที่รัดกุม พร้อมกางแผนรับมือฉุกเฉินแนะกลุ่มเสี่ยงเร่งย้ายทรัพย์สินออกทันที และยินยอมสลัดทิ้งหลักการ Self-Custody ชั่วคราวด้วยการเปิดทางรอดให้นำเงินไปฝากไว้กับศูนย์ซื้อขายที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ไทย เพื่อตัดความเสี่ยงถูกแฮกยกกระเป๋า

แรงสั่นสะเทือนจากกรณีช่องโหว่ความปลอดภัยของกระเป๋าฮาร์ดแวร์ Coldcard ยี่ห้อระดับท็อปของโลก ได้สร้างบาดแผลและความกังวลให้กับชุมชนผู้ถือครองบิทคอยน์ในไทยอย่างกว้างขวาง ภายหลังจากมีรายงานว่าความผิดพลาดของชุดโค้ดในเฟิร์มแวร์ ส่งผลให้การสร้าง Seed Phrase ขาดความสุ่มที่สมบูรณ์ จนแฮกเกอร์สามารถคาดเดารหัสและโอนบิทคอยน์ออกจากกระเป๋าผู้เสียหายได้ ความบานปลายดังกล่าวส่งผลให้ พิริยะ สัมพันธารักษ์ หรือ ตั๊ม นักวิชาการและผู้เผยแพร่ความรู้ด้านบิทคอยน์ชื่อดังของไทย ต้องออกมายอมรับความรับผิดชอบเชิงจริยธรรมผ่านการโพสต์ขอโทษผู้ติดตามทุกคนที่เคยตัดสินใจเลือกใช้อุปกรณ์แบรนด์นี้ตามคำแนะนำของเขาในอดีต

ตั๊ม พิริยะ ยอมรับว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาได้มอบความไว้วางใจให้กับมาตรฐานความปลอดภัยของ Coldcard มากเกินไป จนมองข้ามการตรวจสอบรายละเอียดเชิงเทคนิคในระดับเชิงลึกด้วยตนเอง ซึ่งนับเป็นบทเรียนราคาแพงของการเป็นผู้ส่งต่อข้อมูลในตลาดการเงินดิจิทัลที่มีความซับซ้อนสูง

สำหรับกรอบการประเมินความเสี่ยงเพื่อหาทางรอดให้อุปกรณ์นั้น ตั๊ม พิริยะ ชี้แจงว่ากลุ่มผู้ใช้งานที่มีระดับความเสี่ยงสูงสุด คือผู้ใช้ Coldcard Mk3 ที่ทำการสร้าง Seed Phrase ผ่านระบบเฟิร์มแวร์ตั้งแต่เวอร์ชัน 4.0.1 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมการสร้างตัวเลขสุ่มสำหรับ Seed Phrase ขณะที่ผู้ใช้อุปกรณ์รุ่นใหม่อย่าง Mk4, Mk5 และ Coldcard Q แม้ว่าตัวเครื่องจะมีชิปความปลอดภัยอย่าง Secure Element เพิ่มเข้ามาช่วยคุ้มกัน แต่หากกระบวนการสร้าง Seed Phrase ในครั้งแรกเกิดขึ้นภายใต้เฟิร์มแวร์เวอร์ชันที่มีปัญหา ก็ต้องจัดให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงขั้นสูงด้วยเช่นกัน โดยข้อเสนอแนะเดียวที่ต้องทำโดยด่วนคือการสร้าง Seed Phrase ชุดใหม่ทั้งหมด และทำการโอนย้ายสินทรัพย์ออกจากกระเป๋าเดิมโดยเร็วที่สุด

พิริยะ สัมพันธารักษ์ หรือ ตั๊ม โพสต์ผ่านเฟสบุ๊ค โดยยอมรับถึงความผิดพลาดที่ไว้วางใจมาตรฐานความปลอดภัยของ Coldcard มากเกินไป
ประเด็นที่สร้างความประหลาดใจและถูกพูดถึงอย่างมากในเชิงนโยบายความปลอดภัย คือคำแนะนำฉุกเฉินสำหรับผู้ใช้งานที่ยังไม่สามารถจัดหาฮาร์ดแวร์วอลเล็ตแบรนด์ใหม่มาทดแทนได้ทันเวลา โดย ตั๊ม พิริยะ ได้เสนอทางออกเฉพาะหน้า ด้วยการแนะนำให้ผู้ถือครองยอมโอนย้ายบิทคอยน์ไปฝากไว้กับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ก่อนที่จะทำการย้ายกลับเข้ากระเป๋าฮาร์ดแวร์ตัวใหม่เมื่อมีความพร้อม

อย่างไรก็ดีแม้นวัตกรรมการฝากเงินไว้กับตัวกลางลักษณะนี้ จะย้อนศรและขัดต่อหลักการ Self-Custody หรือการถือครองรหัสผ่านด้วยตนเองอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นแนวคิดหลักที่ ตั๊ม พิริยะ ผลักดันและรณรงค์มาโดยตลอด แต่เขาวิเคราะห์และประเมินว่า ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ การยินยอมแลกเปลี่ยนความเสี่ยงชั่วคราวไปให้ระบบที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ถือเป็นทางเลือกที่มีความปลอดภัยสูงกว่าการปล่อยให้บิทคอยน์คาไว้ในกระเป๋าฮาร์ดแวร์ที่มีช่องโหว่ซึ่งพร้อมจะถูกแฮกเกอร์โจมตีได้ทุกวินาที

นอกจากนี้ ตั๊ม พิริยะ ยังดึงสตินักลงทุนด้วยการยืนยันข้อมูลเชิงเทคนิคว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นความผิดพลาดเฉพาะตัวที่เกิดขึ้นจากชุดโค้ดของแบรนด์ Coldcard เท่านั้น ไม่ใช่ข้อบกพร่องเชิงระบบของเทคโนโลยี Hardware Wallet ทั้งอุตสาหกรรม พร้อมยกตัวอย่างกระเป๋าฮาร์ดแวร์ยี่ห้ออื่นในท้องตลาด เช่น Foundation Passport ที่ยังคงมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง และไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เนื่องจากใช้โครงสร้างชุดโค้ดคนละชุดอย่างสิ้นเชิง

การออกมายอมรับความผิดพลาดในครั้งนี้ ทิ้งอุทาหรณ์สำคัญให้กับชุมชนผู้ลงทุนบิทคอยน์ทั่วโลก ให้หวนกลับมาตระหนักถึงหัวใจหลักของระบบไร้ศูนย์กลาง นั่นคือคติพจน์ที่ว่า "Don’t Trust, Verify" หรืออย่าหลงเชื่อเพียงคำอ้างอิงทางการตลาดของผู้ผลิตหรือนักวิเคราะห์คนใด แต่ต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อมูล ความพร้อม และรายละเอียดเชิงเทคนิคด้วยตนเองให้มากที่สุด เพื่อปกป้องสินทรัพย์ดิจิทัลของตนเองอย่างแท้จริง