xs
xsm
sm
md
lg

นักลงทุนไทยสูญบิทคอยน์ 1.6 ล้าน เตือนภัยช่องโหว่ร้ายแรงจาก Coldcard Mk3

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เกิดกระแสความวิตกครั้งใหญ่ในวงการทรัพย์สินดิจิทัลไทย เมื่อนักลงทุนรายหนึ่งออกมาเปิดเผยอุทาหรณ์เตือนภัยหลังบิทคอยน์สะสมกว่า 71,824,487 sats (ประมาณ 0.718 BTC หรือราว 46,000 ดอลลาร์) สูญหายไปจากกระเป๋าฮาร์ดแวร์ Coldcard Mk3 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับที่บริษัทผู้ผลิตคอยน์ไคต์ (Coinkite) เพิ่งออกเตือนภัยช่องโหว่ความปลอดภัยระดับวิกฤต ประเด็นสำคัญที่น่าจับตาคือรายการโอนเงินออกเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ก่อนหน้าการประกาศเตือนของบริษัทผู้ผลิตอย่างเป็นทางการ สะท้อนสัญญาณอันตรายว่าแฮกเกอร์อาจล่วงรู้ช่องโจมตีและลงมือกวาดทรัพย์สินไปก่อนแล้ว พร้อมจุดประเด็นถกเถียงเชิงลึกถึงมาตรฐานความปลอดภัยทางกายภาพ การไม่ใช้ Passphrase รวมถึงกระบวนการคัดลอก Seed ที่อาจสร้างความเสี่ยงซ้อนความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

ปรากฏการณ์ดังกล่าวถูกเปิดเผยผ่านโพสต์ในกลุ่มสาธารณะบนเฟซบุ๊ก โดยผู้ใช้รายหนึ่งที่ไม่ประสงค์เปิดเผยตัวตน ได้แชร์ประสบการณ์ตรงอันน่าสะเทือนใจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลบิทคอยน์จำนวน 71,824,487 sats (หน่วยย่อยของบิทคอยน์) คิดเป็นมูลค่าประเมินตามราคาตลาดปัจจุบันราว 46,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่หายไปอย่างเป็นปริศนา ท่ามกลางกระแสความกังวลจากสังคมคริปโทเคอร์เรนซี

ทั้งนี้ทาง manageronline ยังไม่สามารถยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมหรือสาเหตุเชิงลึกของเหตุการณ์ทั้งหมดได้ โดยเป็นการประมวลข้อมูลอ้างอิงจากหลักฐานเชิงประจักษ์ในโพสต์และคอมเมนต์โต้ตอบของผู้เสียหายเป็นหลัก

เจ้าของโพสต์บันทึกความรู้สึกถอดใจไว้ว่า "วันนี้เข้ามาเช็ค...ตอนเช้า ยังชาอยู่เลย รอบนี้ผมอยู่ไม่รอด ผ่านตลาดหมีไปไม่ได้ เก็บใน Hardware Wallet ครับ แต่จด Seed 3-4 copy กระจายไว้ สงสัยว่าจะหลุดออกไปจากจุดไหนสักที่ copy นี้"

พร้อมเปิดเผยเบื้องหลังว่า สินทรัพย์ดิจิทัลก้อนนี้เป็นผลตอบแทนจากการขายงาน NFT แล้วนำเงินมาทยอยเก็บสะสมในรูปของบิทคอยน์เพื่ออนาคต ก่อนจะทิ้งท้ายประโยคด้วยความสิ้นหวังว่า

"เงินเก็บเองคงมองไม่ได้ก้อนเท่าเดิม ผมท้อครับ" โดยมีภาพหลักฐานหน้าจอกระเป๋าเงิน สแปร์โรว์ วอลเล็ต (Sparrow Wallet) ยืนยันยอดคงเหลือ 0 sats ภายหลังมีรายการโอนออกยกกระเป๋าเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ประเด็นที่สร้างความสงสัยและกังวลให้กับวงการคริปโตไทยอย่างมาก เกิดขึ้นในช่องแสดงความคิดเห็น เมื่อมีผู้ใช้รายหนึ่งตั้งข้อสงสัยว่า Seed ดังกล่าวถูกสร้างขึ้นจากอุปกรณ์ Coldcard Mk3 หรือไม่ ซึ่งผู้เสียหายยอมรับตามตรงว่า "ใช่ครับ แต่ปัจจุบันเครื่องนั้นพังไปแล้ว ปัจจุบันใช้ 4" (หมายถึง Coldcard Mk4) และเมื่อมีผู้ใช้ซ้ำคำถามเพื่อเชื่อมโยงกับข่าวช่องโหว่ความปลอดภัยรุนแรงที่เพิ่งถูกเปิดเผย เจ้าของโพสต์ก็ยืนยันตอกย้ำข้อเท็จจริงดังกล่าว

จุดตายสำคัญที่คอการเงินดิจิทัลและนักวิเคราะห์ต่างจับตา คือวันที่ในรายการโอนเงินตามภาพหน้าจอ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ย้อนหลังกลับไปก่อนที่คอยน์ไคต์ บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ จะออกมาเปิดเผยช่องโหว่ต่อสาธารณชนราววันที่ 30-31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 หากตัวเลขไทม์ไลน์นี้ถูกต้องตามจริง นี่อาจเป็นหลักฐานชี้ชัดว่าการโจมตีเชิงรุกเกิดขึ้นจริงในโลกมืดก่อนที่ผู้ผลิตจะทันได้กระจายข่าวเตือนผู้บริโภคเสียอีก

ในการเจาะลึกสาเหตุ ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ บีเว็บแมส บี (Bwebmass Bee) ได้เข้ามาร่วมวิเคราะห์และตั้งคำถามเชิงเทคนิคหลายประการ เพื่อบีบกรอบค้นหาจุดรั่วไหล ทั้งรูปแบบการจัดเก็บสำเนา Seed Word ประวัติการใช้งานคอมพิวเตอร์ การแชร์บัญชีผู้ใช้ ความเสี่ยงเรื่องอีเมลโดนแฮก การเปิดใช้ฟังก์ชัน Passphrase เสริมความปลอดภัย ตลอดจนข้อสงสัยเกี่ยวกับภาพหน้าจอแบบเดสก์ท็อป ทั้งที่ระบุว่ามีการใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือด้วย

คำตอบจากผู้เสียหายช่วยฉายภาพการจัดการความปลอดภัยที่ปะปนไปด้วยปัจจัยเสี่ยง โดยระบุว่าได้สร้าง Seed จากฮาร์ดแวร์วอลเล็ตโดยตรงแล้วจดลงกระดาษ ก่อนจะคัดลอกจากกระดาษแผ่นนั้นไปทำสำเนาเพิ่ม ด้านคอมพิวเตอร์ที่ใช้มีอายุราว 4-5 ปี ไม่เคยแชร์บัญชีใช้งานกับผู้อื่น และเคยใช้ซอฟต์แวร์กระเป๋าเงินร่วมกันหลายตัว ทั้ง ทรีเซอร์ สวีท (Trezor Suite) และ สแปร์โรว์ วอลเล็ต โดยใช้วิธีโอนเข้าที่อยู่ใหม่ทุกครั้งที่ทำธุรกรรม ส่วนเงินก้อนเล็กถูกรวบรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็น 4 UTXO ตามที่ปรากฏในภาพ

อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายยอมรับว่าไม่ได้เปิดใช้งาน Passphrase ซึ่งเป็นชั้นความคุ้มครองเสริมที่สำคัญที่สุด และมองว่าแม้อีเมลอาจเคยมีข้อมูลหลุด แต่ไม่น่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ส่วนกรณีภาพเดสก์ท็อป เกิดจากการเปิดแอปพลิเคชันจากคอมพิวเตอร์ในขณะตรวจสอบ แม้ว่าจะเคยเชื่อมต่อกระเป๋ากับมือถือไว้ด้วยก็ตาม

จากคำตอบดังกล่าว นักวิเคราะห์มองว่าภาพรวมของสาเหตุยังคงซ่อนตัวอยู่ในเงามืดและไม่สามารถฟันธงได้ 100% เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงซ้อนทับกันหลายมิติ ทั้งการละเลยการตั้ง Passphrase เพื่อสร้างเกราะป้องกันชั้นที่สอง การสำเนา Seed ลงกระดาษซ้ำหลายครั้งซึ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านกายภาพโดยไม่จำเป็น ตลอดจนช่องโหว่ฝังลึกระดับฮาร์ดแวร์ของ Coldcard Mk3 เอง ทำให้ไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าจุดรั่วไหลหลักเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของมนุษย์หรือข้อบกพร่องของเทคโนโลยี

ท่ามกลางความสูญเสีย ผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกรายได้เข้ามาแสดงความเห็นใจและสะท้อนมุมมองว่า "นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของคุณเลย คือเราไม่ได้พลาดเลย พลาดที่ผู้ผลิตมันมีช่องโหว่ในการสร้าง Seed ทำให้โจรสามารถสุ่มหา seed เราได้ ถ้ามันเนียนพอ เราทำดีที่สุดแล้วครับ" พร้อมส่งกำลังใจให้ผู้เสียหายลุกขึ้นสู้ใหม่อีกครั้ง

วิกฤตผู้ใช้งาน Coldcard Mk3

เอ็นวีเค (NVK) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของคอยน์ไคต์ เคยออกแถลงการณ์เตือนภัยไว้ก่อนหน้านี้ว่า "ถ้าคุณเคยสร้าง Seed ด้วยกระเป๋า Coldcard ให้ย้ายเงินออกทันทีตอนนี้ โดยใช้แนวทางปฏิบัติที่อัปเดตของบริษัท" เนื่องจากข้อเท็จจริงทางเทคนิครับรองว่าการอัปเดตเฟิร์มแวร์เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถลบล้างความเสี่ยงของ Seed เดิมที่เคยถูกสร้างขึ้นภายใต้ช่องโหว่นั้นได้ ผู้ถือครอง Coldcard Mk3 ที่ยังไม่ได้โยกย้ายทรัพย์สิน จึงจำเป็นต้องดำเนินการโอนย้ายเงินออกโดยเร็วที่สุด พร้อมพิจารณาติดตั้ง Passphrase เป็นเกราะป้องกันเสริมความปลอดภัยเพื่อปิดช่องโหว่ในระยะยาว