xs
xsm
sm
md
lg

บล.เอเซีย พลัส เตือนสัญญาณ SET เด้งเพื่อเทขาย ชี้ เฟดขึ้นดอกเบี้ยดัน Bond Yield พุ่ง กดดันตลาด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



บล.เอเซียพลัส ระบุว่า ดัชนีตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเปิดตัวในทิศทางที่เป็นบวกอย่างสดใส นำโดยเกาหลีใต้ (+15.3%) และญี่ปุ่น (+5.10%) รวมถึงดัชนี NASDAQ Futures อย่างไรก็ตามประเมินว่าภาวะดังกล่าวอาจไม่ใช่สัญญาณการฟื้นตัวที่แท้จริง

สถิติในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมชี้ให้เห็นว่า ดัชนีมักจะเด้งขึ้นระหว่างวันแต่กลับโดนเทขายจนปิดลบในช่วงท้ายตลาด (เกิดขึ้นสูงถึง 6 ใน 8 วัน) ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากสภาวะการซื้อเมื่อราคาปรับฐาน (Buy the Dip) ไปสู่สภาวะการกระจายหุ้นออกเพื่อทำกำไร (Distribution Phase)

ทางด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ พบว่า GDP ไตรมาส 2/69 เติบโตเพียง 1.5% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.0% แม้ดัชนีราคา PCE จะทรงตัวตามคาด ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อลงได้บ้าง ทั้งนี้ ตลาดจำเป็นต้องจับตาตัวเลขดัชนีภาคการผลิต (ISM) และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในสัปดาห์หน้า ซึ่งหากออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ความกังวลเรื่องเงินเฟ้ออาจกลับมากดดันตลาดหุ้นอีกครั้ง

นอกจากนี้ ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีความเข้มงวดมากขึ้น (Hawkish) โดยตลาดคาดการณ์ผ่าน Fed Watch Tool ว่าอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งส่งผลกดดันทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตอบรับในเชิงลบอย่างชัดเจนหลังการประชุม FOMC และหนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 5.20%

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีโอกาสดีดตัวขึ้นแรงในระยะสั้น แต่อัปไซด์ในระยะกลางยังคงถูกจำกัดจากการปรับลดราคาเป้าหมาย โดย Bloomberg Consensus เริ่มมีการปรับลดราคาเป้าหมายของหุ้นยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้อย่าง SK Hynix ลง -1.8% และ Samsung ลง -2.9% ในช่วงสัปดาห์นี้ สอดคล้องกับหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และปิโตรเคมีในไทยอย่าง DELTA และ IVL ที่ถูกปรับลดประมาณการลงเช่นกัน สะท้อนถึงมุมมองการลงทุนที่ระมัดระวังมากขึ้น

เพื่อลดความผันผวนของตลาด ทางรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ออกมาตรการลดการใช้ Leverage โดยเพิ่มเกณฑ์เงินวางหลักประกันขั้นต่ำสำหรับการลงทุนในกองทุน Single-stock Leveraged ETF/ETN จากเดิม 10 ล้านวอน เป็น 30 ล้านวอน (ราว 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ) และกำหนดให้ต้องวางเป็นเงินสดเท่านั้น พร้อมระงับการจดทะเบียนกองทุน ETF ใหม่ที่อ้างอิงหุ้น Samsung และ SK Hynix ชั่วคราว

ขณะเดียวกัน ค่าเงินเยนพุ่งแข็งค่าขึ้นกว่า 3% หลุดระดับ 160 เยน/เหรียญฯ (ซึ่งแข็งค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2023) จุดกระแสคาดการณ์ว่าทางการญี่ปุ่นอาจแทรกแซงค่าเงินอีกครั้งก่อนการประชุม BOJ และหากโทนการประชุมออกมาเป็นสายเหยี่ยว (Hawkish) เพิ่มเติม อาจส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นแคบลง ซึ่งจะเร่งปรากฏการณ์ Unwind Yen Carry Trade และกดดันให้เม็ดเงินโยนกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยในระยะถัดไป

สำหรับนโยบายการเงินของไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ส่งสัญญาณปรับเปลี่ยนบทบาทนโยบายการเงิน จากเดิมที่เน้นการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคเพียงมิติเดียว ไปสู่การใช้ 2 เครื่องมือควบคู่กัน (Dual-Tool Approach) เครื่องมือดังกล่าวคือ การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยเพื่อดูแลเสถียรภาพของระบบการเงิน ควบคู่กับการนำมาตรการเฉพาะจุดมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ระดับ 1.0% ซึ่งถือเป็นระดับที่ผ่อนคลายอย่างมาก (ต่ำที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสวิตเซอร์แลนด์) เพื่อช่วยพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ. อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ในระยะถัดไปเกิดการเปลี่ยนแปลงจนไม่เป็นไปตามคาด เช่น เงินเฟ้อยืนสูงในระยะปานกลางจนลากยาวถึงไตรมาส 2 ปี 2570 หรือค่าเงินบาทอ่อนค่าจนเกินการควบคุม อาจเห็น ธปท. พิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้

ในส่วนของมาตรการพยุงเศรษฐกิจไทยเฉพาะจุดที่ ธปท. นำมาใช้นั้น ได้รับการประเมินว่าจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ดังนี้

1.มาตรการ ปิดหนี้ไว ไปต่อได้: ช่วยแก้ไขปัญหา NPL รายย่อยเพื่อนำลูกหนี้กลับเข้าสู่ระบบและยกระดับคุณภาพสินทรัพย์ธนาคาร คาดส่งผลดีต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จะตั้งสำรองลดลง เช่น BBL, KBANK, KTB, SCB, TTB และส่งผลบวกทางอ้อมต่อกลุ่มบริหารสินทรัพย์ เช่น BAM, CHAYO, JMT

2.มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ SME Credit Boost: ช่วยลด Credit Cost และเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจ SME ที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงเงินทุน คาดส่งผลดีต่อกลุ่มธนาคารที่มีสัดส่วนลูกค้า SME สูง (KBANK, KTB, BBL, TTB), กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (AMATA, WHA), กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (SCC, SCCC) และกลุ่มค้าปลีก (CPALL, CRC)

3.มาตรการเพิ่มสภาพคล่อง SMEs Secure+: สนับสนุนเงินกู้มีหลักประกันเพื่อช่วยพยุงกิจการและการลงทุน คาดเป็นบวกต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (KBANK, KTB, BBL, TTB), กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (AMATA, WHA) และกลุ่มค้าปลีก (CPALL, CRC)
นอกจากนี้ ภายในช่วงระยะเวลา 2 เดือน ธปท. ยังมีแผนการปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มการควบคุมดูแลกลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-Bank) มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อรายย่อย (Nano Finance) ที่คิดอัตราดอกเบี้ยสูงเกินกว่า 33%

แนะกลยุทธ์ตั้งรับหลังหยุดยาว ชู 3 หุ้นเด่น (Prime Picks) ฝ่ายวิจัยระบุว่าตลาดหุ้นไทยอยู่ในจุดที่เตรียมรับแรงกระแทกหลังจากหยุดทำการไป 2 วัน. บล.เอเซีย พลัส จึงแนะนำกลยุทธ์ให้เน้นหุ้นเด่นที่มีเรื่องราวเฉพาะตัวและมีความปลอดภัย ได้แก่:

- CPALL: เป็นหุ้นกลุ่ม Laggard อิงกับการบริโภคในประเทศ คาดว่าผลประกอบการจะทยอยฟื้นตัวและได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
- DELTA (เก็งกำไร): แม้ว่าจะถูกปรับลดประมาณการกำไรลง แต่คาดว่าผลการดำเนินงานได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2 และพร้อมจะกลับมาฟื้นตัวเด่นในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วง High Season ของธุรกิจ
- MAJOR (เก็งกำไร): ภาพรวมผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังมีความน่าสนใจสูงจากการฉายภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นสิ่งกระตุ้นหลักดึงดูดให้ผู้คนกลับเข้ามาชมภาพยนตร์ในโรงมากขึ้น