นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(31ก.ค.69)ที่ระดับ 33.41 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.57 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.60 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และมีจังหวะแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ สู่โซนแนวรับถัดไป 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.34-33.59 บาทต่อดอลลาร์) ตามการอ่อนค่าลงพอสมควรของเงินดอลลาร์ หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็ว แรง จากโซน 163 เยนต่อดอลลาร์ จนถึงจุดแข็งค่าสุดเกือบ 158 เยนต่อดอลลาร์
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เราประเมินว่า ในระยะสั้น เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways หลังแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ตามจังหวะการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ จากการแข็งค่าขึ้น เร็ว แรงของเงินเยนญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราได้เคยเตือนมาโดยตลอดในช่วงที่ผ่านมา ทว่าเราไม่อาจทราบถึงจังหวะการเกิดได้) โดยเรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงซื้อเงินดอลลาร์ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน โดยเฉพาะฝั่งผู้นำเข้าที่อาจรอซื้อเงินดอลลาร์แถวโซนแนวรับ 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 33.20 บาทต่อดอลลาร์ และแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์)
อย่างไรก็ดี เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนบ้าง หากผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) ต้องเข้ามาปิดสถานะ ไม่ว่าจะขายทำกำไร หรือ Stop Loss หลังเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม อาจช่วยหนุนเงินบาทผ่านแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติเพิ่มเติมได้บ้าง ซึ่งจะช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทที่อาจเกิดขึ้น ไว้แถวโซน 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไปช่วง 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์)
ทั้งนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ผลการประชุม BOJ และถ้อยแถลงของผู้ว่าฯ BOJ ในช่วงบ่าย แม้ว่า ข้อมูลสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 2024 จะสะท้อนว่า เงินบาทแทบไม่ได้เคลื่อนไหวผันผวนมากนัก หลังรับรู้ผลการประชุม BOJ 30 นาที โดยมีกรอบการเคลื่อนไหว +/-1 SD อยู่ในช่วง +/-0.08% แต่หาก BOJ เซอร์ไพรส์ตลาดด้วยการขึ้นดอกเบี้ย พร้อมส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ หรือ อาจจะคงดอกเบี้ย แต่พร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป เรามองว่า เงินเยนญี่ปุ่นมีโอกาสแข็งค่าขึ้นเพิ่มเติมบ้าง ซึ่งต้องติดตามว่า ผู้เล่นในตลาดจะมีการทยอยปรับลดสถานะ Short JPY รวมถึง Unwind JPY carry trade มากน้อยเพียงใด โดยในเบื้องต้น เรามองว่า ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินล่าสุด และสถานะ Short JPY ที่ไม่ได้รุนแรงมากนัก ได้ช่วยลดโอกาสเกิด Sudden JPY Appreciation และการ Unwind JPY carry trade ที่รุนแรงเหมือนในปี 2024 ในทางกลับกัน หาก BOJ คงดอกเบี้ยตามคาด และไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยทันทีในการประชุมครั้งถัดไป เราเกรงว่า เงินเยนญี่ปุ่นเสี่ยงอ่อนค่าลงบ้าง สร้างแรงหนุนให้เงินดอลลาร์รีบาวด์ขึ้น พร้อมกดดันเงินบาทให้อ่อนค่าลงได้
หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ในเชิงกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน นั้น จะถือว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้ม “แข็งค่า” หรืออย่างน้อยเคลื่อนไหว Sideways และ หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง