xs
xsm
sm
md
lg

ครึ่งปีเจอบริษัทเสี่ยงนอมินี 3,270 ราย กรมพัฒน์ลุยตรวจเชิงลึก-ผนึกพันธมิตรจัดการ ดีเดย์ 1ส.ค.69 เพิ่มมาตรการใหม่สกัด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



นับตั้งแต่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เพิ่มมาตรการในการป้องกันไม่ให้คนต่างชาติจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) เพื่อทำธุรกิจที่สงวนไว้ให้กับคนไทย ตั้งแต่ต้นปี 2569 ด้วยการออก 4 คำสั่ง 2 ประกาศ เริ่มบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค.2569 และเพิ่มอีก 1 คำสั่ง บังคับใช้วันที่ 1 เม.ย.2569 ได้ส่งผลให้การจัดตั้งบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลงอย่างก้าวกระโดด แต่ไม่หมดไปในทันที ยังมีหลุดรอดมาได้ ซึ่งก็ไม่รอดพ้นสายตา ได้มีการเข้าไปตรวจสอบเชิงลึกในทันที และร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรบังคับใช้กฎหมายที่แต่ละหน่วยงานมีอย่างเข้มงวด เด็ดขาด ไม่ปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ จนสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ครึ่งปีเจอบริษัทเสี่ยงนอมินี 3,270 ราย

โดยผลการตรวจสอบการจดทะเบียนนิติบุคคลในช่วงครึ่งปี 2569 (1 ม.ค.-30 มิ.ย.) ที่มียอดตั้งใหม่จำนวน 38,246 ราย พบว่า มีนิติบุคคลที่มีคนต่างชาติถือหุ้น 0.01-49.99% จำนวน 3,270 ราย ซึ่งถือเป็นนิติบุคคลเสี่ยงเป็นนอมินี แยกเป็นถือหุ้น 0.01-20% จำนวน 209 ราย ถือหุ้น 20.01-40% จำนวน 430 ราย และถือหุ้น 10.01-49.99% จำนวน 2,631 ราย
ในจำนวนนี้ อยู่ในพื้นที่ 16 จังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ได้แก่ กรุงเทพฯ 1,328 ราย สัดส่วน 40.61% ของยอดนิติบุคคลที่มีคนต่างชาติถือหุ้น รองลงมา คือ ชลบุรี 656 ราย สัดส่วน 20.06% สมุทรปราการ 224 ราย สัดส่วน 6.85% ภูเก็ต 162 ราย สัดส่วน 4.95% สุราษฎร์ธานี 143 ราย สัดส่วน 4.37% ระยอง 111 ราย สัดส่วน 3.39% เชียงใหม่ 83 ราย สัดส่วน 2.54% ปทุมธานี 82 ราย สัดส่วน 2.51% สมุทรสาคร 46 ราย สัดส่วน 1.41% และจังหวัดอื่น ๆ 352 ราย สัดส่วน 10.77%
หากเจาะลึกลงไปอีก พบว่า ธุรกิจเสี่ยงทั้ง 3,270 ราย มีคนต่างชาติทุกสัญชาติที่เข้ามาถือหุ้น โดยเป็นชาวจีนมากที่สุด 1,212 ราย สัดส่วน 37.06% ของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาถือหุ้นในนิติบุคคล รองลงมา คือ อินเดีย 207 ราย สัดส่วน 6.33% ฝรั่งเศส 124 ราย สัดส่วน 3.79% สิงคโปร์ 119 ราย สัดส่วน 3.64% อังกฤษ 105 ราย สัดส่วน 3.21% รัสเซีย 104 ราย สัดส่วน 3.18% ญี่ปุ่น 91 ราย สัดส่วน 2.78% เกาหลีใต้ 89 ราย สัดส่วน 2.72% ฮ่องกง 87 ราย สัดส่วน 2.66% เมียนมา 74 ราย สัดส่วน 2.26% และอื่น ๆ 1,058 ราย สัดส่วน 32.37%


ทำธุรกิจด้านอาหารมากสุด

ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกไปถึงธุรกิจที่นิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง 3,270 รายดำเนินการ พบว่า มีการทำธุรกิจบริการด้านอาหารในภัตตาคารและร้านอาหารมากที่สุด 258 ราย สัดส่วน 7.89% รองลงมา คือ การซื้อและการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของตนเองที่ไม่ใช่เพื่อเป็นที่พักอาศัย 131 ราย สัดส่วน 4.01% กิจกรรมให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการอื่น ๆ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น 130 ราย สัดส่วน 3.98% การซื้อและการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของตนเองเพื่อการพักอาศัย 94 ราย สัดส่วน 2.87% กิจกรรมของตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์โดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง 90 ราย สัดส่วน 2.75% การก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย 81 ราย สัดส่วน 2.48% การขายส่งสินค้าทั่วไป 67 ราย สัดส่วน 2.05% กิจกรรมของบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก 58 ราย สัดส่วน 1.77% ธุรกิจจัดนำเที่ยว 54 ราย สัดส่วน 1.65% โรงแรม รีสอร์ตและห้องชุด 50 ราย สัดส่วน 1.53% และธุรกิจอื่น ๆ 2,257 ราย สัดส่วน 69.02%


ลุยสอบเชิงลึก-ส่งพันธมิตรจัดการ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า บริษัททั้ง 3,270 ราย ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง ที่กรมได้เข้าไปตรวจสอบเชิงลึก โดยหลังจากตรวจดูแล้ว มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นนอมินีจริง ๆ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ซึ่งกรมจะเข้าไปตรวจสอบเชิงลึกต่อไป และจะส่งทุกรายให้กับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งกรมสรรพากร เพื่อตรวจสอบภาษี กรมที่ดิน ตรวจสอบการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการตามกฎหมาย และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อดำเนินคดีตามคดีพิเศษ

ส่วนกลุ่มคนต่างชาติ ที่เข้ามาทำธุรกิจ และที่มีการเปิดเผยสัญชาติไป ก็ขออย่าเพิ่งโกรธ เพราะมีคนต่างชาติที่ใช้คนไทยเป็นนอมินีอยู่เป็นจำนวนมาก ก็ต้องจัดการ ส่วนคนต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจอย่างถูกต้อง ถูกกฎหมาย ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ก็พร้อมที่จะสนับสนุน และอำนวยความสะดวกให้ เพราะมีหลักอยู่แล้วว่าต้องดูแลคนดี และจัดการคนไม่ดี


บริษัทรายเก่าก็ไม่เว้น

นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมยังได้ตรวจสอบบริษัทที่จดตั้งมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด เน้นใน 10 จังหวัดท่องเที่ยว ได้แก่ ชลบุรี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ พังงา ประจวบคีรีขันธ์ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และระยอง และอีก 6 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ นนทบุรี สมุทรสาคร ปทุมธานี และนครปฐม โดยดูบริษัทที่มีคนต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 40-49.99% พบว่า มีจำนวน 90,493 ราย แยกเป็นใน 10 จังหวัดท่องเที่ยว 49,055 ราย และ 6 จังหวัด 41,438 ราย

โดยเมื่อเจาะลึกนิติบุคคลใน 10 จังหวัดท่องเที่ยว 49,055 ราย พบว่า มีนิติบุคคลที่มีความเสี่ยงเป็นนอมินีสูงมากถึง 18,720 ราย อยู่ในจังหวัดชลบุรีมากที่สุด 8,318 ราย รองลงมา คือ สุราษฎร์ธานี 3,985 ราย ภูเก็ต 3,592 ราย เชียงใหม่ 1,033 ราย ประจวบคีรีขันธ์ 919 ราย ระยอง 463 ราย กระบี่ 205 ราย พังงา 95 ราย เชียงราย 86 ราย และแม่ฮ่องสอน 24 ราย และมีความเสี่ยงสูง 14,118 ราย ต้องเฝ้าระวัง 8,377 ราย และมีความเสี่ยงต่ำ 7,840 ราย

ส่วนใน 6 จังหวัด ที่มีนิติบุคคล 41,438 ราย พบว่า มีนิติบุคคลเสี่ยงนอมินีระดับสูงมาก 7,579 ราย อยู่ในกรุงเทพฯ มากที่สุด 5,819 ราย รองลงมา คือ สมุทรปราการ 768 ราย ปทุมธานี 333 ราย สมุทรสาคร 300 ราย นนทบุรี 273 ราย และนครปฐม 86 ราย และเสี่ยงสูง 10,752 ราย ต้องเฝ้าระวัง 11,997 ราย และเสี่ยงต่ำ 11,110 ราย

“จริง ๆ มีนิติบุคคล ที่มีคนต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 0.01-49.99% ทั้งประเทศจำนวน 1.2 แสนราย จากนิติบุคคลที่มีอยู่ 8 แสนกว่าบริษัท แต่เราโฟกัสบริษัทที่มีคนต่างชาติถือหุ้น 40-49.99% และเน้นใน 16 จังหวัดก่อน มีสูงกว่า 9 หมื่นราย ถือเป็นเป้าหมายที่ต้องตรวจสอบ โดยจากการวิเคราะห์ทั้งข้อมูลทางทะเบียน ผู้ถือหุ้น งบการเงิน ผู้ทำบัญชี และตรวจสอบตามวิธีการที่เรามีอยู่ ก็พบกลุ่มเสี่ยงสูงใน 10 จังหวัด 18,720 ราย และใน 6 จังหวัด 7,579 ราย ซึ่งกรมได้ตรวจสอบทุกราย และส่งรายชื่อทุกรายให้หน่วยงานพันธมิตรจัดการแล้ว เพราะเราทำหน่วยงานเดียวไม่ได้ ต้องช่วยกันทำ ถึงจะจัดการให้สิ้นซากได้”นายพูนพงษ์กล่าว


ปัญหาสะสมมานาน

สำหรับคำถามที่ว่าทำไมถึงยังมีกลุ่มทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ทำไมถึงไม่หมดไป และปัจจุบันยังพบเห็นได้ทั่วไป แม้ว่าภาครัฐจะมีการเข้าไปจัดการแล้ว นายพูนพงษ์กล่าวว่า ต้องยอมรับว่านอมินี เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นและสะสมมาอย่างยาวนานในสังคมไทย โดยหากดูจากสถิตินิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงนอมินี ที่มีต่างชาติลงทุน 0.01–49.99% ปี 2541 มีจำนวน 523 ราย พอปี 2551 เพิ่มเป็น 2,041 ราย ปี 2561 จำนวน 5,143 ราย และปี 2568 จำนวน 11,746 ราย ซึ่งมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมียอดสะสม 119,297 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 21 มิ.ย.2569)


เพิ่มมาตรการจดบริษัทนอมินีวูบ

ทั้งนี้ หลังจากการบังคับใช้มาตรการตรวจสอบเข้มงวดกับนิติบุคคลที่มีคนต่างชาติร่วมถือหุ้นหรือเป็นกรรมการ ด้วยการออกคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง จำนวน 5 ฉบับ และออกประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง จำนวน 2 ฉบับ เพื่อป้องกันและปราบปรามนอมินีบัญชีม้า ส่งผลให้จำนวนกลุ่มเสี่ยงที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี ลดลงกว่า 65% แต่ยังเหลืออีก 35% ที่ยังมีความเสี่ยงอยู่ ซึ่งได้เตรียมออกมาตรการเพิ่ม เพื่อป้องกันไม่ให้มีบริษัทเสี่ยงนอมินีเกิดขึ้นอีก

ทั้งนี้ 5 คำสั่ง ได้แก่ คำสั่งให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หากมีชื่อเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น หุ้นส่วน ต้องมาแสดงตัว พร้อม Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน และแสดงหลักฐานที่ตั้งสำนักงาน คำสั่งกรณีจดทะเบียนและใช้ที่ตั้งซ้ำ ๆ กัน ต้องมีหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่และเอกสารแสดงหลักฐานแสดงสิทธิ์ คำสั่งกรณีจดทะเบียนแล้ว มีกรรมการ ผู้ถือหุ้น หุ้นส่วน เป็นบุคคลในบัญชี HR-03 ต้องมาแสดงตัว ยื่น Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน และแสดงหลักฐานที่ตั้งสำนักงาน คำสั่งกรณีจดทะเบียนบริษัท และมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนไม่ถึงร้อยละ 50 หรือเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้นคนไทยทุกคนต้องส่ง Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน และคำสั่งกรณีจดทะเบียนแก้ไขให้คนต่างด้าวเป็นหุ้นส่วนหรือกรรมการ ผู้มีอำนาจลงนามในบริษัท ให้หุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการซึ่งลงลายมือชื่อขอจดทะเบียนมีหนังสือยืนยันการลงทุน

ส่วน 2 ประกาศ ได้แก่ ประกาศกำหนดบุคคลที่ผู้ขอจดทะเบียนจะลงลายมือชื่อต่อหน้า เช่น ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี ทนายความ และประกาศบุคคลที่จะเป็นผู้รับรองการลงลายมือชื่อต่อหน้าของกรรมการและหุ้นส่วนได้ ต้องลงทะเบียนพิสูจน์และยืนยันตัวตนผ่านระบบก่อน


ออกมาตรการใหม่ดีเดย์ 1 ส.ค.69

สำหรับมาตรการใหม่ที่จะนำมาใช้ คือ การออกคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ 2/2569 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนจัดตั้งและแก้ไขเพิ่มเติมห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด กรณีมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนาม

โดยกำหนดมาตรการป้องกันการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด ซึ่งมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนไม่ถึงร้อยละ 50 ของเงินลงหุ้นหรือทุนจดทะเบียน หรือบริษัทจำกัดที่ไม่มีคนต่างด้าวเป็นผู้ถือหุ้น แต่คนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามหรือร่วมลงนามผูกพันบริษัท โดยให้ส่งเอกสารเพิ่มเติม ได้แก่ 1.หนังสือชี้แจงการลงทุน 2.Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน นับแต่วันชำระเงินลงหุ้นหรือเงินค่าหุ้น จากบัญชีที่ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นเฉพาะคนที่มีสัญชาติไทยใช้ชำระเงินลงทุน 3.Bank Statement จากบัญชีที่หุ้นส่วนผู้จัดการหรือกรรมการใช้รับชำระเงินลงทุน

นอกจากนี้ ยังกำหนดมาตรการป้องกันการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมผู้เป็นหุ้นส่วนโดยให้คนต่างด้าวลงทุนรวมกันไม่ถึงร้อยละ 50 ในห้างหุ้นส่วน หรือแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามหรือร่วมลงนามของบริษัทจำกัด โดยให้ส่งเอกสารเพิ่มเติม ได้แก่ 1.หนังสือยืนยันการลงทุน 2.หนังสือชี้แจงการลงทุน และ Bank Statement จากบัญชีที่ใช้รับชำระรับเงินลงทุน ณ ขณะจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด เฉพาะนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2569 เป็นต้นไป และยื่นขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวข้างต้นไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันจัดตั้ง

“การออกคำสั่งใหม่นี้ จะทำให้สามารถตรวจสอบคัดกรองและป้องกันการจดทะเบียนนิติบุคคลโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางของคนต่างด้าวในลักษณะนอมินีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคล รวมทั้งจะช่วยลดผลกระทบให้กับภาคธุรกิจและประชาชนที่ต้องแข่งขันกับชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนประเทศ สามารถป้องกันความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม จากการเข้ามาประกอบธุรกิจโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายของชาวต่างชาติ”นายพูนพงษ์กล่าว


ขอผู้ทำบัญชี-ทนายความช่วยสกัด

นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมยังได้ร่วมมือกับสภาวิชาชีพบัญชี สภาทนายความ คณะกรรมการจรรยาบรรณผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี คณะกรรมการมรรยาททนายความ สมาคมสำนักงานบัญชีคุณภาพ สมาคมสำนักงานบัญชีไทย สมาคมสำนักงานบัญชีและกฎหมาย สมาคมผู้สอบบัญชีภาษีอากรแห่งประเทศไทย สมาคมสำนักงานสอบบัญชีไทย สมาคมสำนักงานบัญชีตัวแทน (ประเทศไทย) สมาคมนักบัญชีไทย ร่วมมือกันในการป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี และผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการให้คำปรึกษา คำแนะนำ ช่วยเหลือ หรือเอื้อประโยชน์ให้มีการหลีกเลี่ยงกฎหมายในรูปแบบนอมินี เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายแก่ประเทศชาติ

ทั้งนี้ ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ 2 วิชาชีพ ชี้แจงทำความเข้าใจกับสมาชิกผู้ประกอบวิชาชีพ ไม่ให้ความช่วยเหลือหรือให้บริการจัดตั้งนิติบุคคลที่มีลักษณะให้บุคคลสัญชาติไทยเป็นนอมินี รวมถึงการกำหนดมาตรการทางจรรยาบรรณและมารยาทต่อผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีและผู้ประกอบวิชาชีพทนายความที่ให้ความช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์ต่อชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยทุจริต โดยขอให้หน่วยงานที่กำกับดูแลทั้ง 2 วิชาชีพ กำหนดบทลงโทษขั้นสูงสุดแก่สมาชิกที่ร่วมกระทำความผิดหรือรู้เห็นเป็นใจ ทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ อันเป็นการตัดต้นตอแต่ต้นของปัญหานอมินีไม่ให้ลุกลามเป็นเนื้อร้ายทำลายเศรษฐกิจประเทศในภาพรวม

“ปัจจุบันมีผู้ทำบัญชีที่เป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี จำนวน 87,552 ราย และมีทนายความที่เป็นสมาชิกสภาทนายความ จำนวน 94,702 ราย อยากฝากช่วยกันดูแลประเทศ เพราะวันนี้ ทุกภาคส่วนเขาร่วมมือกันหมดแล้ว ยังเหลือคนส่วนน้อยที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว โดยคนต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจในไทย เขาทำอะไรเองไม่ได้หรอก เพราะเอกสารตั้งบริษัทเป็นภาษาไทยหมด ถ้าไม่เข้าไปช่วย ไม่ไปชี้ช่องให้เขาทำ ยังไงก็ทำไม่ได้ ขออย่าเอาตัวเองไปเป็นผู้ถือหุ้น ไปเป็นกรรมการ หยุดเถอะครับ ตอนนี้มีโอกาสที่จะลบล้างสิ่งที่ไม่ถูกต้องที่เคยทำมา เพื่อทำให้ปัญหานอมินีที่เคยเกิดขึ้น ทุเลาเบาบางลงและหมดสิ้นไป”นายพูนพงษ์กล่าว