รอยเตอร์-ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากวัฏจักรลดดอกเบี้ย ไปสู่ภาวะ คงดอกเบี้ยในระดับสูงและพร้อมกลับมาขึ้นดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อไม่ชะลอลงตามเป้าหมาย หลังที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50–3.75% ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5 ของปี
อย่างไรก็ตาม มติครั้งนี้มีกรรม 9 คน เห็นชอบให้คงดอกเบี้ย และมีกรรมการ 3 คนลงมติสนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%
ขณะที่นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ย้ำถึงความมุ่งมั่นในการดึงเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% และหลีกเลี่ยงการส่งสัญญาณล่วงหน้าที่ชัดเจนเกี่ยวกับการประชุมครั้งต่อไป
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดประเมินว่า เฟดกำลังอยู่ในช่วง พักเพื่อรอดูข้อมูล หรือ hawkish pause กล่าวคือยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในทันที แต่มีความเสี่ยงที่จะกลับมาคุมเข้มนโยบาย หากราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ หรือการคาดการณ์เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น
บอนด์ยิลด์พุ่งกดดันหุ้นสหรัฐฯ
ตลาดหุ้นสหรัฐตอบรับมติเฟดในเชิงลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 2.2% ดัชนี S&P 500 ลดลง 1.5% และ Nasdaq ลดลง 1.7% ท่ามกลางแรงขายหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงความไม่แน่นอนว่าดอกเบี้ยจะต้องอยู่ในระดับสูงนานเพียงใด
ผลกระทบสำคัญของดอกเบี้ยสูงต่อหุ้นสหรัฐเกิดผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือบอนด์ยิลด์ เพราะเมื่อยิลด์เพิ่มขึ้น นักลงทุนจะใช้ส่วนลดที่สูงขึ้นในการประเมินมูลค่ากำไรในอนาคต ส่งผลให้มูลค่าหุ้นที่ซื้อขายด้วยอัตราส่วนราคาต่อกำไรสูง โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต มีโอกาสถูกปรับลดลงมากกว่าหุ้นกลุ่มอื่น
รอยเตอร์ รายงานว่า ก่อนการประชุมเฟด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับขึ้นใกล้ระดับ 4.71% ขณะที่นักลงทุนเริ่มกังวลว่าการเพิ่มขึ้นพร้อมกันของราคาน้ำมันและบอนด์ยิลด์อาจกระทบการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น แม้กำไรบริษัทและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ยังช่วยประคองตลาดอยู่ก็ตาม
หุ้นที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย เช่น เทคโนโลยี อสังหาริมทรัพย์ บริษัทขนาดเล็ก และบริษัทที่มีภาระหนี้สูง จึงมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันมากกว่า ขณะที่กลุ่มธนาคาร ประกันภัย และบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งอาจรับมือกับภาวะดอกเบี้ยสูงได้นานกว่า อย่างไรก็ตาม ทิศทางตลาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว เพราะความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้น AI ที่สูงและการใช้เงินลงทุนจำนวนมากของบริษัทเทคโนโลยี เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นแรงขายครั้งล่าสุด
น้ำมันถูกขับเคลื่อนด้วยสงครามมากกว่าดอกเบี้ย
สำหรับตลาดน้ำมัน อัตราดอกเบี้ยมีผลผ่านค่าเงินดอลลาร์และแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยดอกเบี้ยสูงมักทำให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น กดดันความต้องการใช้น้ำมัน และอาจหนุนค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งทำให้น้ำมันมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ใช้เงินสกุลอื่น
แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อน้ำมันมากกว่านโยบายเฟด คือความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงาน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคยพุ่งเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนกรกฎาคม หลังเกิดการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและความกังวลต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง
ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลงมาอยู่บริเวณ 89.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ประมาณ 83.90 ดอลลาร์ หลังพบว่ายังมีเรือสินค้าเดินทางผ่านเส้นทางสำคัญบางส่วนได้ ทำให้ความกังวลเรื่องอุปทานลดลงชั่วคราว
ทองคำได้แรงหนุนระยะสั้นจากการคงดอกเบี้ย
ทองคำตอบรับมติเฟดในเชิงบวกระยะสั้น เนื่องจากตลาดโล่งใจที่เฟดยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย โดยราคาทองคำสปอตปรับขึ้นประมาณ 2% หลังการประชุม แตะบริเวณ 4,102 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 4,080 ดอลลาร์ในวันถัดมา
เหตุผลสำคัญคือทองคำไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เมื่ออัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำจะสูงขึ้น ทำให้ทองมักเผชิญแรงกดดัน ในทางกลับกัน การคงดอกเบี้ยหรือการลดความคาดหวังว่าจะขึ้นดอกเบี้ย ช่วยลดแรงกดดันดังกล่าว
หลังการประชุม ความน่าจะเป็นที่ตลาดประเมินว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนลดลงจากระดับมากกว่า 80% เหลือประมาณ 57–64% ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนราคาทองและกดดันค่าเงินดอลลาร์ระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ทองคำยังไม่ได้อยู่ในภาวะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยอย่างเต็มที่ เพราะหากข้อมูลเงินเฟ้อออกมาสูง ราคาน้ำมันกลับมาพุ่ง หรือบอนด์ยิลด์ระยะยาวเพิ่มขึ้น ตลาดอาจกลับมาคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลลบต่อทองคำอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังทำให้ทองได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย จึงอาจเกิดภาวะที่ราคาทองได้แรงหนุนจากความเสี่ยงสงคราม แต่ถูกหักล้างบางส่วนด้วยดอกเบี้ยและยิลด์ที่สูง