สนค.เผยสมุนไพร กำลังเป็นสินค้าดาวรุ่ง ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เหตุได้แรงหนุนจากการดูแลสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติ ส่งผลให้ความต้องการพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ชี้ไทยมีจุดเด่นมีสินค้าศักยภาพ ทั้งขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร และกระชายดำ ที่จะเป็นตัวชูโรง แนะต้องเข้มมาตรฐาน สารตกค้าง เปลี่ยนวัตถุดิบพื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูงด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม เจาะกลุ่มเป้าหมาย Smart Niche ที่มีกำลังซื้อสูง
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากกระแสความนิยมในผลิตภัณฑ์จากพืชและการดูแลสุขภาพแบบธรรมชาติที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก ได้พลิกโฉมสมุนไพรให้เป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่งที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ครอบคลุมทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ตลอดจนการที่สื่อทั่วโลกได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกและงานวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ยิ่งเป็นแรงส่งให้สมุนไพรมีโอกาสขยายตัวและกลายเป็นทางเลือกสำคัญในการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน
โดยรายงาน Herbal Supplements Market ประเมินว่า ในปี 2568 ตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรโลกจะมีมูลค่าประมาณ 45,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คำนวนจากมูลค่าของ มะรุม เอ็กไคนาเซีย เมล็ดแฟลกซ์ ขมิ้น ขิง โสม และอื่น ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ ยาเม็ด ยาแคปซูล ยาน้ำ ยาผง ยาแคปซูลแบบนิ่ม อื่น ๆ) และอาจขยายตัวสู่ระดับ 90,240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2576 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 8.89% ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขการเติบโตที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นในภาคเกษตรและอาหาร
ขณะเดียวกันรายงาน Global Trade of Medicinal and Aromatic Plants: A Review ประจำปี 2568 โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า พืชสมุนไพรและพืชหอม (Medicinal and Aromatic Plants: MAPs) เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีการนำไปใช้ประโยชน์ในหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ ยา อาหาร เครื่องสำอาง และสารกำจัดศัตรูพืช จากแนวโน้มที่ผู้บริโภคทั่วโลกหันมานิยมผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากขึ้น การค้าพืชสมุนไพรและพืชหอมของโลกจึงขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดนำเข้าหลัก ได้แก่ เยอรมนี สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งมีความต้องการวัตถุดิบธรรมชาติสูง ส่วนประเทศผู้ส่งออกชั้นนำ ได้แก่ จีน และอินเดีย และ FAO ยังเน้นย้ำว่า พืชสมุนไพรและพืชหอม มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยา อาหาร และเวชสำอาง
ส่วนข้อมูลการส่งออกและนำเข้าสินค้าพืชสมุนไพร (HS Code 1211) ของโลก (Trademap.org) ในช่วงปี 2558-2568 พบว่ามูลค่าการส่งออกและนำเข้าของโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 67.4 และ 65.9 ตามลำดับ โดยในปี 2568 การส่งออกกลุ่มสินค้าพืชสมุนไพรทั่วโลกมีมูลค่าราว 5,257 ล้านเหรียญสหรัฐ ผู้ส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ จีน (ร้อยละ 17.5 ของมูลค่าการส่งออกของโลก) แคนาดา (ร้อยละ 10.8) อินเดีย (ร้อยละ 9.0) เยอรมนี (ร้อยละ 5.3) และอียิปต์ (ร้อยละ 4.4) สำหรับไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 12 ของโลก (ร้อยละ 1.6) ขณะที่การนำเข้าของโลกมีมูลค่า 5,108 ล้านเหรียญสหรัฐ ผู้นำเข้าสำคัญ 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ เยอรมนี (ร้อยละ 15.4 ของมูลค่าการนำเข้าของโลก) สหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 10.0) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 6.7) จีน (ร้อยละ 6.5) และอินเดีย (ร้อยละ 3.6)
สำหรับประเทศไทย สมุนไพรจัดเป็นสินค้าเกษตรชีวภาพเชิงยุทธศาสตร์ ด้วยความได้เปรียบจากการมีพืชสมุนไพรมากกว่า 1,800 ชนิด ซึ่งหลายชนิดได้รับการยอมรับในระดับสากล สอดรับกับแนวทางการขับเคลื่อนตาม “แผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2566-2570)” ที่มุ่งผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางสมุนไพร (Hub of Herbs) ของภูมิภาค โดยเฉพาะการชูโรงกลุ่มสมุนไพรดาวเด่น หรือ Herbal Champions อาทิ ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร และกระชายดำ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมสูงในการเจาะตลาดโลก สะท้อนได้จากภาพรวมการส่งออกกลุ่มสินค้าพืชสมุนไพรไทยในปี 2568 ที่ขยายตัวถึง 375.3% เช่นเดียวกับกลุ่มสินค้าสารสกัดจากสมุนไพร และกลุ่มสินค้าน้ำมันหอมระเหยที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง (ขยายตัว 29.4% และ 14.7% ตามลำดับ) โดยจุดแข็งของไทยไม่เพียงอยู่ที่ความหลากหลายทางชีวภาพ สภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย และองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย แต่รวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอาหารและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้อย่างบูรณาการ
โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1.กระแสสุขภาพและการแพทย์ทางเลือก พฤติกรรมผู้บริโภคยุคหลังโควิด-19 ที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ทำให้สมุนไพรที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระและเสริมภูมิคุ้มกันได้รับความนิยมสูง 2.ความนิยมสินค้า Plant-based และ Natural Products ความต้องการวัตถุดิบจากพืชที่ปลอดสารเคมีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมขยายตัวทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงเครื่องสำอาง 3.โอกาสจากเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) สมุนไพรได้ยกระดับจากสินค้าเกษตรพื้นฐานสู่การเป็นวัตถุดิบต้นน้ำในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง อาทิ โภชนเภสัช (Nutraceuticals) และอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) และ 4.การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ประเทศไทยมีศักยภาพในการยกระดับวัตถุดิบสู่สารสกัดมาตรฐานและผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ซึ่งสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้สูงกว่าการส่งออกวัตถุดิบขั้นต้นหลายเท่าตัว
อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมสมุนไพรไทยยังเผชิญความท้าทายด้านมาตรฐานการผลิตและการควบคุมคุณภาพ เนื่องจากตลาดโลกเข้มงวดกับมาตรฐาน GAP GMP Organic Certification ตลอดจนการตรวจสอบสารสำคัญและสารตกค้าง รวมทั้งข้อควรระวังจาก FAO เรื่องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินความพอดี ภาคการผลิตจึงต้องเร่งบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ อนาคตของสมุนไพรไทยจะเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด หากสามารถเปลี่ยนผ่านจากวัตถุดิบพื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง ผ่านการขับเคลื่อนด้วยงานวิจัย นวัตกรรม และมาตรฐานสากล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
“แนวโน้มตลาดโลกปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงสมุนไพรในรูปแบบวัตถุดิบขั้นต้น แต่มองหาโซลูชันด้านสุขภาพที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์ นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อุตสาหกรรมไทยต้องเร่งยกระดับห่วงโซ่มูลค่า ผ่านกลยุทธ์ Cross-Industry หรือการบูรณาการข้ามสายอุตสาหกรรม เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมาย Smart Niche ที่มีกำลังซื้อสูง โอกาสทางธุรกิจที่ชัดเจนขณะนี้ คือ การต่อยอดสารสกัดสมุนไพรสู่อุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัว เช่น อาหารแห่งอนาคต (Future Food) โภชนเภสัชเฉพาะบุคคล ที่มุ่งเน้นบริโภคผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเพื่อการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health Care) และลดการใช้สินค้าที่มีส่วนผสมของสารเคมี ตลอดจนเทรนด์การดูแลสัตว์เลี้ยงเหมือนลูก (Pet Humanization) ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไปพัฒนานวัตกรรมดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม ซึ่งเหล่านี้เป็นตลาดศักยภาพสูงที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับสินค้าและบริการได้อย่างเป็นรูปธรรม”นายนันทพงษ์กล่าว
ทั้งนี้ สนค. มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการด้วยข้อมูลเชิงลึก เพื่อชี้เป้าทิศทางตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคระดับสากลอย่างแม่นยำ เมื่อภาคธุรกิจสามารถขับเคลื่อนด้วยฐานข้อมูลควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีการแปรรูปขั้นสูง สมุนไพรไทยจะมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็น Game Changer ที่พลิกโฉมจากสินค้าเกษตรดั้งเดิมสู่อุตสาหกรรมนวัตกรรมที่มีขีดความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้และผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน