xs
xsm
sm
md
lg

“ซับเวย์” พร้อมรบครบเครื่อง แก้เพนพ้อยท์แซนด์วิชสั่งยาก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ผู้จัดการรายวัน 360 – “ซับเวย์” เครื่องร้อน หลังแก้ไขปัญหาแฟรนไชส์ก่อนหน้าจบเรียบร้อย เร่งมือขยายสาขาเฉลี่ย 35-50 สาขาต่อปี ชูความแข็งแกร่งด้วยการเชื่อมต่ออีโคซิสเต็มของพีทีกรุ๊ป พร้อมแก้ปัญหาเพนพ้อยท์การสั่งออเดอร์ที่ยาก ดึงเทคโนโลยีเสริมบริการด้วยตู้อัตโนมัติหน้าร้าน


นางสาวเพชรัตน์ อุทัยสาง กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลัค จำกัด ในเครือพีที ผู้ดำเนินธุรกิจมาสเตอร์แฟรนไชส์ ซับเวย์ ในประเทศไทย เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ที่บริษัทได้รับสิทธิมาสเตอร์แฟรนไชส์ร้านซับเวย์ในไทยอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่เดือนเมษายนปี2567 เป็นต้นมา ก็ได้เริ่มจัดโครงสร้างธุรกิจ และทยอยเร่งแก้ไขปัญหาแฟรนไชส์รายเดี่ยวที่มีมาก่อนหน้านี้ ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้บริษัทสามารถเดินหน้าธุรกิจในเชิงรุกได้อย่างเต็มที่ด้วยศักยภาพของแบรนด์ซับเวย์

แผนการขยายสาขาปี2569 จากนี้ไป จะมุ่งเน้นในทำเลที่มีศักยภาพและมีตลาดรองรับไม่ว่าจะเป็นที่ใด ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นมากขึ้น ไม่พึ่งพาเฉพาะพื้นที่ในศูนย์การค้าเท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เริ่มมาบ้างแล้วแต่จะเน้นมากขึ้น เช่น ทำเลโรงพยาบาล คอมมูนิตี้มอลล์ โครงการมิกซ์ยูส โครงการที่พักอาศัย ปั๊มน้ำมัน สถาบันการศึกษา ตลอดจนร้านแบบไดร์ฟทรูด้วย


โดยวางเป้าหมายขยายประมาณ 35-50 สาขาต่อปี จากปัจจุบันที่มีสาขาเปิดแล้วประมาณ 112 สาขา และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีครบ 148 สาขา ซึ่งรูปแบบของร้านจะยืดหยุ่นไปตามทำเลและขนาดของพื้นที่ที่ได้มา ควบคู่ไปกับการขยายช่องทางบริการดีลิเวอรี่ด้วย ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนยอดขายของซับเวย์มาจากดีลิเวอรีสูงมากถึง 40-45% ขณะที่ยอดขายผ่านหน้าร้านมีประมาณ 55-60%

ทั้งนี้จากการที่ซับเวย์เป็นธุรกิจในกลุ่มของ พีที จึงสามารถใช้เครือข่ายหรืออีโคซิสเต็มของพีทีกรุ๊ปในการสร้างศักยภาพให้กับธุรกิจได้อย่างดี และจะเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยผลักดันให้ซับเวย์มีแต้มต่อในเชิงธุรกิจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปั๊มน้ำมันพีทีจะเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญด้านทำเลด้วย โดยจะขยายทั้งในกรุงเทพและปริมณฑล กับต่างจังหวัดมากขึ้นด้วย

นอกจากนั้นก็ยังสามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน Max Me ในการขยายบริการได้ ทั้งการสั่งอาหารล่วงหน้า แล้วมารับสินค้าที่ร้านที่กำหนดกันไว้ รวมทั้งยังสะสมคะแนน รวมถึงสิทธิประโยชน์ของสมาชิก Max Card ที่มีฐานลูกค้าถือบัตรรวมมากกว่า 20 ล้านราย ซึ่งยังสามารถที่จะทำให้ได้ลูกค้าที่อยู่ในเครือข่ายของพีทีแต่อาจจะยังไม่เคยได้ใช้บริการซับเวย์ เข้ามาใช้บริการได้ด้วย รวมถึงการทำโปรโมชั่นร่วมกัน


นอกจากการขยายสาขาแล้ว บริษัทฯยังเร่งเครื่องในการแก้ปัญหาที่อาจจะเป็นเพนพ้อยท์ของธุรกิจ ในสายตาของผู้บริโภคที่มองว่า การสั่งอาหารของซับเวย์ เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ยังไม่ใช่ขาประจำ ทำให้ไม่ค่อยกล้าเข้ามาใช้บริการเท่าไร เนื่องจาก ระบบของซับเวย์ มีขนมปัง มีผัก มีเนื้อ มีซอส ให้เลือกหลายอย่าง หลายขั้นตอน ซึ่งอาจจะทำให้ออเดอร์ใช้เวลานาน ทำให้กระทบกับลูกค้าที่รอคิวอยู่เช่นกัน

“บริษัทได้จัดทำเป็นเซ็ทหรือชุดเรียบร้อยโดยที่เลือกมาแล้วกับเมนูยอดฮิตขายดี ทำให้ลูกค้าไม่ต้องมาเสียเวลาหรือคิดมากในการเลือกเพราะเราเตรียมไว้เป็นชุดแล้ว สำหรับส่วนผสมที่เข้ากัน จึงพัฒนาเป็น “Subway Series” เมนูสูตรแนะนำที่จัดชุดวัตถุดิบไว้เรียบร้อย ลูกค้าเพียงเลือกชุดเมนูที่ต้องการส่วนลูกค้าที่้คุ้นเคยอยู่แล้วก็ยังสามารถใช้ออเดอร์เลือกเองเหมือนเดิมได้เช่นกัน ซึ่งวิธีการจัดการนี้ทำให้เราลดเวลาการบริการหน้าร้านต่อออเดอร์ลงไปได้มาก และยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าใหม่ๆเข้าร้านได้มากขึ้นด้วย” นางสาวเพชรัตน์ กล่าว

เนื่องจากจุดเด่นและเอกลักษณ์ของ Subway ที่เราวางตำแหน่งแบรนด์ไว้อยู่กึ่งกลางระหว่างร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดกับร้่านอาหารเพื่อสุขภาพ ภายใต้แนวคิด “Eat Fresh, Feel Good” ที่มีความโดดเด่นเรื่องขนมปังอบสดใหม่ทุกวัน มีให้เลือกถึง 5 ชนิด และมีผักสดมากมายหลายชนิดที่ลูกค้าเลือกได้เอง ส่วนเนื้อสัตว์ก็เป็นเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านการแปรรูป เช่น อกไก่ ปลาทูน่า เนื้อวัวแท้ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น


สำหรับแซนด์วิชซับเวย์จะมีการพัฒนาเมนูอาหาร คุณภาพ วัตถุดิบ การบริการ เทคโนโลยี โปรโมชั่นใหม่ๆ ต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโต สร้างยอดขาย สร้างแบรนด์ และสร้างความเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ

โดยเฉพาะในเรื่องของเมนูและผลิตภัณฑ์ที่ถึงแม้จะเป็นแบรนด์ตะวันตก แต่เราต้องคำนึงถึงความเป็นท้องถิ่น (LOCALIZE) ด้วย ซึ่งเรื่องรสชาติกับเมนูนี้สำคัญมาก กับการทำตลาดกับคนในประเทศ แต่ความเป็นท้่องถิ่นในความหมายของเราคือ กว้างไปถึงระดับเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น ไทย ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น แต่ต้องมีการพัฒนาและปรับให้เหมาะสมกับการบริโภคของเรา ที่ผ่านมาก็มีหลายเมนูเช่น เมนูหมูเกาหลี และล่าสุดเมนูใหม่คือ “Shrimp Spicy Mayo” โดยทีมวิจัยและพัฒนาในประเทศไทยเป็นผู้พัฒนาขึ้นมา ซึ่งเมนูใหม่นี้ เป็นแบบ Limited Time Offer ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน-24 กันยายนนี้ ราคาโปรโมชั่น149 บาท จากราคาปกติ 219 บาท ทั้งนี้หากได้รับการตอบรับที่ดีอาจจะพิจารณาเป็นเมนูถาวรได้


ส่วนในแง่ของการบริการหรือการอัปเกรดเทคโนโลยี ได้มีการนำระบบดิจิทัลเข้ามใช้ที่สาขา ด้วยการติดตั้งตู้สั่งอาหารอัตโนมัติ (Self-Ordering Kiosk) เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่เข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น และเพิ่มความสะดวก การลดระยะเวลา ในการสั่งได้ ซึ่งที่ผ่านมาเริ่มทดลองใช้กับสาขาในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น สาขาในเกาะสมุย เกาะพีพี และภูเก็ต เป็นต้น เบื้องต้นนี้ได้รับผลตอบรับที่ดีเพราะยอดออเดอร์ของลูกค้ที่สั่งผ่านตู้อัติโนมัติมีมากกว่าออเดอร์ที่สั่งผ่านหน้าเคาน์เตอร์ร้านค้ามากกว่า 30% เลยทีเดียว จากนี้จะขยายตู้ดังกล่าวในสาขาในกรุงเทพตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้

นางสาวเพชรัตน์ กล่าวให้ความเห็นด้วยว่า ตลาดร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดหรือบริการจานด่วน (Quick Service Restaurant: QSR) ในไทยยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องแต่อาจจะไม่มากเหมือนในอดีต พร้อมกับการแข่งขันที่รุนแรง ซึ่งคาดว่าในปี 2569 นี้มูลค่าตลาดรวมจะสูงถึว 51,000 ล้านบาท เติบโต 8% จากปี2568ที่แล้ว ที่ตลาดรวมมีมูลค่าประมาณ 47,000 ล้านบาท เติบโต 6% จากมูลค่า 45,000 ล้านบาทในปี 2567