สหภาพยุโรป (EU) เผยแพร่คู่มือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยการห้ามวางจำหน่ายหรือส่งออกสินค้าจากแรงงานบังคับ เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะบังคับใช้เต็มรูปแบบวันที่ 14 ธ.ค.70 กรมการค้าต่างประเทศแจ้งเตือนผู้ประกอบการไทย เตรียมความพร้อมการเตรียมข้อมูลให้ผู้นำเข้า และพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยืนยันการผลิตไม่มีการใช้แรงงานบังคับ
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สหภาพยุโรป (EU) ได้เผยแพร่คู่มือ (Guidelines) เกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยการห้ามวางจำหน่ายหรือส่งออกสินค้าจากแรงงานบังคับ (EU Forced Labour : FLR) ที่ห้ามวางจำหน่ายสินค้าและส่งออกสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ รวมทั้งแรงงานเด็กที่ถูกบังคับ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการก่อนที่ข้อกำหนดจะใช้บังคับอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 14 ธ.ค.2570 เพื่อช่วยป้องกันและขจัดการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ
โดยภายใต้คู่มือดังกล่าว ได้นิยามสินค้าที่มาจากแรงงานบังคับตามองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) หมายถึง สินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ (ทั้งหมดหรือบางส่วน) ไม่ว่าในขั้นตอนการสกัด เก็บเกี่ยว ผลิต รวมถึงกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าในสายห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งคู่มือดังกล่าว ได้ผ่านการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย อาทิ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรไม่แสวงผลกำไร (NGOs) และภาคีแรงงาน ทำให้มีความครอบคลุม สอดคล้องกับความเป็นจริง และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิผล
สำหรับสาระสำคัญของคู่มือ ประกอบด้วย การกำหนดขอบเขตหน้าที่ ขั้นตอนดำเนินงาน และความรับผิดชอบของ
ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.แนวทางสำหรับหน่วยงานภาครัฐ กำหนดหลักเกณฑ์และกระบวนการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย อาทิ หน่วยงานด้านศุลกากร (Customs) ในการกำกับดูแลการนำเข้า–ส่งออกสินค้า และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ฝ่าฝืน โดยกำหนดให้มีสัดส่วนค่าปรับที่เหมาะสมกับความผิด 2.แนวทางสำหรับผู้ประกอบการ กำหนดให้มีกระบวนการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าปลอดจากแรงงานบังคับ และ 3.แนวทางสำหรับภาคประชาสังคม โดยสามารถแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสเกี่ยวกับการใช้แรงงานบังคับ รวมทั้งผู้เสียหายสามารถร้องเรียนโดยตรงไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องของประเทศสมาชิก EU ได้
“คู่มือดังกล่าว จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎระเบียบ ส่งเสริมความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน และยกระดับมาตรฐานทางจริยธรรมของการค้าโลก อีกทั้งสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ข้อ 8.7 ขององค์การสหประชาติ ที่มุ่งยุติการใช้แรงงานบังคับ การค้ามนุษย์ และแรงงานเด็กในระยะยาว โดยคณะกรรมาธิการยุโรปจะติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงคู่มือ พร้อมทั้งเปิดรับฟังความเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ก่อนที่ FLR จะมีผลใช้บังคับเต็มรูปแบบในวันที่ 14 ธ.ค.2570”นางอารดากล่าว
ในปี 2568 EU เป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวม 1.7 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยัง EU ประมาณ 1 ล้านล้านบาท และมูลค่าการนำเข้าจาก EU มายังไทย ประมาณ 7 แสนล้านบาท ซึ่งไทยได้ดุลการค้าประมาณ 3 แสนล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ EU ในฐานะคู่ค้าสำคัญของไทย และการบังคับใช้กฎระเบียบว่าด้วยแรงงานบังคับ อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคการส่งออกของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสัดส่วนการส่งออกไปยัง EU สูงที่สุด ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยัง EU ต้องมีความพร้อมในการจัดเตรียมข้อมูลให้กับผู้นำเข้าฝั่ง EU และอาจจำเป็นต้องเตรียมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อยืนยันว่า กระบวนการผลิตสินค้าไม่มีการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน
ทั้งนี้ กรมขอให้ผู้ประกอบการไทยติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด โดยผู้ประกอบการไทยสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ https://ec.europa.eu/info/law/better-regulation/have-your-say/initiatives/16292-Forced-labour-guidelines-on-the-implementation-of-the-EU-rules_en หรือสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองบริหารสินค้าข้อตกลงและมาตรการการค้า 02 547 4735 หรือ สายด่วน 1385