xs
xsm
sm
md
lg

โฟล์คสวาเกนกำไรรูดกว่า 30% เล็งปลดพนักงานทั่วโลกแสนคน ปรับเกมครั้งใหญ่รับมือบ.อีวีจีน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


โฟล์คสวาเกนเผยกำลังพิจารณาปลดพนักงานเพิ่มอีกเท่าตัวเป็น 100,000  คน
โฟล์คสวาเกนกำไรไตรมาส 2 ร่วงกว่า 30% เผยกำลังพิจารณาปลดพนักงานทั่วโลกเพิ่มเป็น 100,000 คน เพื่อรับมือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นทั้งในตลาดจีนและจากผู้เล่นจีนที่กำลังส่งอีวีและปลั๊ก-อินไฮบริดไฮเทคราคาถูกบุกตะลุยทั่วยุโรป ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ค่ายรถยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์แห่งนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อให้สามารถแข่งขันกับบริษัทอีวีจีนได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ย้ำสถานการณ์ตอนนี้ผันผวนสูง และไม่มีบริษัทไหนใหญ่เกินกว่าจะล้มอีกต่อไป

โฟล์คสวาเกน บริษัทรถยนต์อันดับ 2 ของโลก กำลังพยายามฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและหาเหตุผลสนับสนุนแผนการปรับโครงสร้าง ขณะที่บริษัทต้องฝ่าฟันกับผลลัพธ์จากมาตรการภาษีศุลกากร ภาวะตกต่ำในจีน และการวางแผนสำหรับความเป็นไปได้ในการปิดโรงงานบางแห่งในเยอรมนี

โอลิเวอร์ บลูม ซีอีโอโฟล์คสวาเกน กล่าวเมื่อวันศุกร์ (24 ก.ค.) ว่า มีความเสี่ยงมากมายรออยู่ ซึ่งหมายถึงคู่แข่งกว่า 150 แห่งในจีนที่กำลังมุ่งหน้าสู่ยุโรป ขณะที่สภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวมเผชิญความท้าทายใหญ่หลวงจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งทางการค้า ข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้น ความผันผวนในตลาด และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

วันศุกร์ที่ผ่านมา โฟล์คสวาเกนรายงานว่า กำไรสุทธิไตรมาส 2 ลดลง 32.9% จากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว อยู่ที่ 1,750 ล้านดอลลาร์ และด้วยรายได้ 93,750 ล้านดอลลาร์ บริษัทมีอัตรากำไรจากการดำเนินงาน 4.2% ซึ่งอยู่ภายในกรอบเป้าหมายตลอดปีนี้ที่ 4.0-4.5%
 
โฟล์คสวาเกนคงตัวเลขคาดการณ์ผลกำไรตลอดทั้งปี แต่คาดว่า รายได้อาจลดลง 3% จากที่เคยคาดว่า จะเพิ่มขึ้น 3%

ก่อนรายงานผลประกอบการไม่นาน โฟล์คสวาเกนเผยว่า กำลังพิจารณาปลดพนักงานเพิ่มอีก 50,000 คนจากที่ตกลงกับสหภาพแรงงานเมื่อปลายปี 2024 ว่า จะปลดพนักงาน 50,000 คน และหากแผนปรับโครงสร้างนี้ผ่านความเห็นชอบจากทุกฝ่าย ซึ่งคงไม่ง่ายดายนัก จะถือเป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ แซงหน้าเจเนอรัล มอเตอร์ของอเมริกา ที่ลอยแพพนักงาน 50,000 คนภายหลังยื่นล้มละลายในปี 2009

บลูมยังเตือนว่า อาจต้องปิดโรงงานในเยอรมนี 4 แห่งหลังปี 2030

อาร์โน อันทลิตซ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของโฟล์คสวาเกน ชี้ว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา อุตสาหกรรมรถยนต์เผชิญความท้าทายสำคัญ โดยอ้างอิงถึงภาระหนักอึ้งจากภาษีศุลกากร การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดรถพรีเมียมในจีน และการส่งออกรถจากจีนไปยังยุโรปที่เพิ่มขึ้นเร็วมาก

อันทลิตซ์เสริมว่า ความท้าทายเหล่านี้กดดันอัตรากำไรจากการดำเนินงาน ซึ่งตัวเลขที่ราว 4% ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า บริษัทต้องลุยปรับโครงสร้างขั้นที่สอง ควบคู่กับการเพิ่มกำลังผลิตและเพิ่มการใช้ประโยชน์จากโรงงาน ซึ่งน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าการปิดโรงงาน

ราคาหุ้นของค่ายรถยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์แห่งนี้ที่เป็นเจ้าของแบรนด์หลากหลายระดับตั้งแต่ตลาดแมสส์อย่างโฟลค์สวาเกนและสโกดา จนถึงแบรนด์ไฮเอนด์อย่างปอร์เช่และอาวดี้ และแบรนด์หรูอย่างเบนท์ลีย์และลัมโบร์กินี ปรับตัวลงถึง 3.2% ภายหลังการรายงานผลประกอบการ ก่อนกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยในช่วงเย็นวันศุกร์

นักวิเคราะห์บางคนบอกว่า ผลประกอบการไตรมาส 2 ชี้ว่า ธุรกิจของโฟล์คสวาเกนเริ่มกลับมามีเสถียรภาพอีกครั้งจากรายได้ที่สูงเกินคาดและอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่มีแนวโน้มเป็นไปตามเป้าหมาย แม้ฉากหลังเต็มไปด้วยอุปสรรคก็ตาม

ทว่า นักวิเคราะห์ของเบิร์นสไตน์มองว่า ฝ่ายบริหารของโฟล์คสวาเกนกำลังเจอโจทย์ยาก เพราะด้านหนึ่งนั้นต้องพยายามฟื้นความมั่นใจของนักลงทุน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเตือนให้พนักงานตระหนักว่า บริษัทกำลังเผชิญวิกฤต

อีวีจีนลุยเจาะยุโรป
เช่นเดียวกับบริษัทรถแห่งอื่นๆ ของเยอรมนี โฟล์คสวาเกนเจอปัญหายอดขายตกต่ำมานานหลายปีในจีน ซึ่งเป็นตลาดรถใหญ่ที่สุดของโลก เนื่องจากต้องแข่งขันกับผู้เล่นเจ้าถิ่น มิหนำซ้ำดีมานด์ยังซบเซาจากภาวะเศรษฐกิจจีนชะลอตัว

ปีที่ผ่านมา ยอดขายโฟล์คสวาเกนในจีนดิ่งลงทำสถิติต่ำสุดนับจากปี 2011 และรูดต่ออีก 31.6% ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้
ความกดดันในการลดต้นทุนของโฟล์คสวาเกนยิ่งรุนแรงขึ้นจากการที่ค่ายรถจีนดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดจากสงครามราคาในบ้านเกิด ด้วยการลุยส่งออกโดยอาศัยอีวีและปลั๊ก-อินไฮบริดไฮเทคราคาถูกที่ทำให้โฟล์คสวาเกนสูญเสียตำแหน่งผู้นำในตลาดรถจีนมาแล้ว และตอนนี้กำลังเป็นภัยคุกคามที่น่ากังวลสำหรับผู้ผลิตรถในยุโรป

ข้อมูลจากบริษัทข้อมูลเชิงลึกด้านยานยนต์ ดาต้าฟอร์ซ ระบุว่า แบรนด์จีน อาทิ บีวายดี จีลี่ และเชอร์รี่ ร่วมกันครองส่วนแบ่งตลาดรถยุโรปเกือบ 11% ในเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 3% เมื่อ 3 ปีก่อน
นอกจากลุยส่งออกแล้ว บริษัทรถชั้นนำของจีนยังเดินเกมสร้างฐานการผลิตในยุโรป โดยเฉพาะในประเทศที่มีต้นทุนต่ำอย่างฮังการีและสเปน

ล่าสุดคือจีลี่ที่เมื่อวันพฤหัสฯ (23 ก.ค.) ประกาศแผนผลิตเอสยูวีไฟฟ้า 2 รุ่นในโรงงานของฟอร์ด มอเตอร์ ที่เมืองวาเลนเซียในสเปน ซึ่งจะถือเป็นโรงงานผลิตรถแห่งแรกของจีลี่ในยุโรป โดยภายใต้โครงการร่วมทุนนี้ที่ฟอร์ดถือหุ้น 66% และจีลี่ 34% นั้น ทั้งสองบริษัทยังตกลงร่วมกันพัฒนารถใหม่ 1 รุ่น

อันทลิตซ์ชี้ว่า โฟล์คสวาเกนถูกบีบให้ต้องตอบโต้ เนื่องจากบริษัทจีนไม่ได้แค่ส่งออกรถไปยังยุโรปเท่านั้น แต่ยังส่งออกความกดดันด้านการแข่งขันอีกด้วย

นักวิเคราะห์หลายคนลงความเห็นว่า โฟล์คสวาเกนจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อให้สามารถแข่งขันกับบริษัทอีวีจีนที่ได้เปรียบจากต้นทุนแรงงานได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ

มาร์ก โฮแกน นักวิเคราะห์อาวุโสของบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล โกลบัลดาตา ชี้ว่า แบรนด์น้องใหม่ของจีนมีความคล่องตัวสูงมากและสามารถเปิดตัวอีวีรุ่นใหม่ๆ เร็วกว่าค่ายรถดั้งเดิม ก่อนทิ้งท้ายว่า สถานการณ์ตอนนี้มีความผันผวนสูง และไม่มีบริษัทไหนใหญ่เกินกว่าจะล้มอีกต่อไป