xs
xsm
sm
md
lg

“ซิตี้” ผนึก “บีโอไอ” เปิดทางทุนโลกสู่ไทย เชื่อมเครือข่ายนักลงทุนกว่า 180 ประเทศ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



• “บีโอไอ” เผย FDI ไทยครึ่งปี 2569 โตแกร่ง กลุ่ม “ดิจิทัล-อิเล็กทรอนิกส์-เกษตรและอาหาร” ขึ้นแท่นอุตสาหกรรมดาวรุ่ง เร่งผนึกความร่วมมือรัฐ-เอกชน ส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาระบบนิเวศ
• “ซิตี้” เดินหน้าเชื่อมโยงนักลงทุนคุณภาพผ่านเครือข่ายใน 180 ประเทศและเขตการปกครองทั่วโลก หนุนไทยสู่จุดหมายการลงทุนนานาชาติ
• ชู “โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน และระบบชำระเงินดิจิทัลไร้รอยต่อ” แต้มต่อสำคัญของไทย เอื้อการดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดนและการลงทุนจากทั่วโลก



ธนาคารซิตี้แบงก์ ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Thailand Board of Investment - BOI หรือ บีโอไอ) ขับเคลื่อนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยอาศัยเครือข่ายของซิตี้ในกว่า 180 ประเทศและเขตการปกครองเพื่อเชื่อมโยงนักลงทุนคุณภาพในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายสู่ประเทศไทย ควบคู่กับการร่วมมือกับสำนักงาน
บีโอไอในต่างประเทศจัดกิจกรรมโรดโชว์เพื่อเข้าถึงนักลงทุนในตลาดสำคัญและขยายโอกาสการดึงดูดกลุ่มทุนคุณภาพเข้าสู่ประเทศ พร้อมกันนี้ ซิตี้ยังนำเสนอโซลูชันทางการเงินครบวงจรที่ช่วยให้บริษัทข้ามชาติสามารถดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้อย่างไร้รอยต่อ ส่งเสริมศักยภาพประเทศไทยสู่จุดหมายการลงทุนระดับโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวว่า “ประเทศไทยยังคงมีความโดดเด่นในฐานะศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากจุดแข็งด้านทำเลยุทธศาสตร์ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพของบุคลากร ความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ ส่งผลให้มีการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) ประเทศไทยมีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมกว่า 1,473,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในจำนวนนี้เป็น FDI มูลค่ากว่า 1,368,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุนส่วนใหญ่ยังคงมาจากอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เกษตรและแปรรูปอาหาร ขณะที่ประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงสุด ได้แก่ สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร จีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น ตามลำดับ"

บีโอไอให้ความสำคัญกับการผลักดันความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนให้ “การลงทุน” เป็นเครื่องยนต์หลักที่จะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ และนำไปสู่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยบีโอไอได้พัฒนามาตรการส่งเสริมการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และได้เปิดตัวกลไกใหม่ "Thailand FastPass" ผนึกกำลัง 8 หน่วยงานภาครัฐ เพื่อร่นระยะเวลาอนุมัติ-อนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนลงกว่าร้อยละ 20-50 ซึ่งกลไกนี้ได้ปลดล็อกเม็ดเงินลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า 7 แสนล้านบาท

การจับมือเป็นพันธมิตรระหว่างบีโอไอกับธนาคารซิตี้แบงก์ในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการทำงานร่วมกับภาคธนาคาร เพื่อทำให้การดึงดูดและอำนวยความสะดวกโครงการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมเป้าหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น
มร.อมล กุปเต ผู้บริหารใหญ่ภูมิภาคเอเชียใต้และอาเซียน ธนาคารซิตี้แบงก์ กล่าวว่า “ซิตี้มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของประเทศไทย ผ่านการสนับสนุนบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาจัดตั้งธุรกิจ ลงทุน และขยายการดำเนินงานในประเทศ

โดยปีหน้า ในโอกาสที่ธนาคารก้าวสู่การดำเนินธุรกิจปีที่ 60 ปีในประเทศไทย ซิตี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ต่อยอดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับบีโอไอให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยอาศัยความแข็งแกร่งของเครือข่ายระดับโลก เพื่อเชื่อมโยงนักลงทุนคุณภาพกับโอกาสการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในประเทศไทย สร้างโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาค”

ด้าน นางสาวนฤมล จิวังกูร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า “ซิตี้มีความเชี่ยวชาญเชิงลึกในประเทศไทย และมีประสบการณ์อันยาวนานในการสนับสนุนความสำเร็จของบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศ การยกระดับความร่วมมือกับบีโอไอในครั้งนี้ จะช่วยเร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า และเศรษฐกิจดิจิทัล นอกเหนือจากการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนแล้ว ความร่วมมือดังกล่าวยังจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว ผ่านการพัฒนาบุคลากร การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน”

ภายใต้ความร่วมมือกับบีโอไอ ซิตี้พร้อมอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยให้กับลูกค้ากลุ่มบริษัทข้ามชาติ ผ่านโซลูชันธุรกรรมระหว่างประเทศที่ครอบคลุมบริการด้านการเงินเพื่อการค้า การบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และการจัดการเงินทุน ช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารกระแสเงินสดระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับการดำเนินงานข้ามพรมแดนอย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ ยังนำเสนอโซลูชันธุรกรรมภายในประเทศทั้งโซลูชันเพื่อการบริหารเงินทุนหมุนเวียน การบริหารสภาพคล่อง และการบริหารกระแสเงินสด ที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบการชำระเงินดิจิทัลในประเทศไทยได้โดยตรง ช่วยให้ธุรกิจสามารถทำธุรกรรมได้ด้วยความเร็วระดับเรียลไทม์