สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีตอบโต้กรณีไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับกับ 37 ประเทศ รวมทั้งไทย ในอัตรา 12.5% จากภาษี MFN แต่มีสินค้าได้รับการยกเว้นภาษี 2,120 รายการ เริ่มบังคับใช้ 24 ก.ค.69 เวลาสหรัฐฯ ส่วนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน ยังไม่ประกาศ “พาณิชย์” ยันเดินหน้าเจรจา ART ต่อให้จบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสองฝ่าย พร้อมเตรียมมาตรการช่วยผู้ประกอบการรับมือผลกระทบ และหาตลาดส่งออกใหม่
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการหารือกับสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2569 (เวลาสหรัฐฯ) สหรัฐฯ ได้ประกาศคำตัดสินชั้นที่สุดให้เรียกเก็บภาษีตอบโต้กรณีไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับในอัตรา 10% และ 12.5% โดยไทยและอีก 37 ประเทศ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และจีน ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มจากภาษีปกติ (MFN) 12.5% โดยมีสินค้าที่ไทยได้รับการยกเว้นไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% ถึง 2,120 รายการ หรือเกินกว่าครึ่งของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ เช่น วงจรรวม หน่วยเก็บข้อมูล (HDD) ชิ้นส่วนอากาศยาน ยางธรรมชาติ ยางแผ่น/แท่ง แป้งมันสำปะหลัง สับปะรดสดและแปรรูป ผลไม้สดและแห้ง มะพร้าวสดและน้ำมะพร้าว น้ำตาลจากอ้อย และจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 24 ก.ค.2569 (เวลาสหรัฐฯ) เป็นต้นไป
ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการ 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ประกาศไต่สวนประเทศคู่ค้าทั่วโลก รวมทั้งไทย ใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ กำลังผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) และการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ (Failure to Impose and Effectively Enforce a Prohibition on the Importation of Goods Produced with Forced Labor) ซึ่งเป็นการใช้มาตรการด้านภาษีแทนที่มาตรา 122 ที่เรียกเก็บอยู่ที่ 10% เพิ่มจากภาษีปกติ (MFN) ซึ่งหมดอายุลงในวันที่ 24 ก.ค.2569
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สหรัฐฯ ได้บังคับใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 กรณีการไม่กำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ โดยเก็บอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย และอีก 37 ประเทศรวมถึงเวียดนามและจีนซึ่งเป็นคู่แข่งหลักของไทยในตลาดสหรัฐฯ ในอัตรา 12.5% คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับที่ถูกเก็บอยู่ที่ 10% ภายใต้มาตรา 122 ซึ่งหมดอายุในวันนี้ โดยมาตรการภาษีในครั้งนี้ ได้ยกเว้นสินค้าถึง 2,120 รายการ ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ จึงเชื่อว่าสินค้าไทยยังคงสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์กำลังติดตามอย่างใกล้ชิดการบังคับใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างต่อ 16 ประเทศรวมถึงไทย ที่สหรัฐฯ ยังมิได้ประกาศผลการไต่สวนและอัตราภาษีที่จะเก็บเพิ่ม โดยในระหว่างนี้ กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งหารือกับสหรัฐฯ เพื่อสรุปข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade : ART) ที่จะได้ประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองฝ่าย
“จากจุดยืนดังกล่าว ทำให้กระบวนการหารือของไทย อาจจะต้องใช้เวลาหารือกับสหรัฐฯ มากกว่าบางประเทศในภูมิภาค เนื่องจากไทยมีประเด็นอ่อนไหวและข้อจำกัดด้านกฎหมายภายในบางประการที่ไม่สามารถผ่อนปรนได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความปลอดภัยของคนในประเทศ ซึ่งภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า สามารถเชื่อมั่นได้ว่าการกำหนดท่าทีของไทยจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ โดยคำนึงถึงทั้งการลดผลกระทบระยะสั้นและเสริมความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว”
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ดำเนินการคู่ขนาน ทั้งในด้านการเตรียมมาตรการเสริมสร้างขีดความสามารถและรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะผู้ประกอบการและภาคส่วนที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง อาทิ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่อง มาตรการสนับสนุนด้านภาษีสำหรับผู้ส่งออก มาตรการลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่าและเสริมความเข้มแข็งให้แก่ห่วงโซ่อุปทานของไทย
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งการบุกเจาะและขยายตลาดใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยให้มีความหลากหลายมากขึ้น ควบคู่กับการรักษาฐานลูกค้าในตลาดเดิม โดยแนวทางดังกล่าวมิใช่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ยังมุ่งปรับโครงสร้างการค้าของไทยให้มีความยืดหยุ่น ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาวท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการค้าโลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้นด้วย