นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า จากผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 และจากการวิเคราะห์งบการเงินของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ย้อนหลังหลายไตรมาส สะท้อนว่าธนาคารแต่ละแห่งได้ทยอยปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง ทั้งการบริหารต้นทุนเงินทุน การเพิ่มบทบาทของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และการเติบโตอย่างมีคุณภาพควบคู่กับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ โดยผลของการปรับกลยุทธ์ดังกล่าวเริ่มสะท้อนชัดขึ้นในผลประกอบการช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แม้แรงกดดันจากดอกเบี้ยขาลงยังคงมีอยู่ แต่หลายธนาคารสามารถบรรเทาผลกระทบจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิได้ ผ่านกลยุทธ์ที่แตกต่างกันตามโครงสร้างธุรกิจ ฐานลูกค้า และจุดแข็งของแต่ละแห่ง
อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การปรับตัวดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากความท้าทายในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยอัตราส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากสุทธิ(NIM) ของกลุ่มแบงก์ยังมีข้อจำกัดในการฟื้นตัว และอาจอยู่ใกล้เคียงหรือต่ำกว่าระดับ 2.97% ในช่วงครึ่งแรกของปี เนื่องจากแม้การบริหารต้นทุนเงินทุนจะยังช่วยชะลอแรงกดดันได้บางส่วน แต่แรงหนุนดังกล่าวมีแนวโน้มลดลง หลังต้นทุนเงินทุนได้ปรับลดลงมาแล้วเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่การฟื้นตัวของสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูงยังต้องใช้เวลา เพราะข้อจำกัดด้านรายได้ของครัวเรือน
ขณะเดียวกัน แม้จะมีการเร่งขยายฐานรายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้อื่น แต่แรงสนับสนุนดังกล่าวยังไม่เพียงพอชดเชยการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิได้ทั้งหมด ส่งผลให้รายได้จากการดำเนินงานโดยรวมของกลุ่มแบงก์ยังเผชิญแรงกดดัน อีกทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมบางประเภทอาจชะลอลงจากการทยอยบังคับใช้หลักเกณฑ์มาตรฐานค่าบริการของ ธปท. ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิของกลุ่มแบงก์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะขยายตัวน้อยกว่า 3.5% YoY ชะลอลงจาก 16.8% YoY ในช่วงครึ่งแรกของปี ขณะที่รายได้จากการลงทุนและรายได้อื่นยังขึ้นอยู่กับภาวะตลาด
ดังนั้น โจทย์สำคัญของธนาคารในระยะต่อไปจึงอยู่ที่การเดินหน้าปรับโครงสร้างรายได้และพอร์ตสินเชื่อ ควบคู่กับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรภายใต้สภาพแวดล้อมที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง