xs
xsm
sm
md
lg

คุณธรรมของท็อป ธรรมาภิบาลBitkub อยู่ตรงไหน?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ทุกครั้งที่เกิดเหตุแฮ็กกระดานซื้อขายคริปโท สิ่งที่นักลงทุนกังวลที่สุด ไม่ใช่แค่เงินที่หายไป แต่คือ “บริษัทจัดการกับความจริงอย่างไร”

ถ้าดู เหตุการณ์แฮ็กครั้งใหญ่ในอดีต เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ปี 2019

Binance ซึ่งเป็นกระดานซื้อขายคริปโทที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตรวจพบว่าแฮ็กเกอร์สามารถขโมย Bitcoin ออกจาก Hot Wallet ได้ประมาณ 7,000 BTC หรือประมาณ 1,300 ล้านบาทในตอนนั้น หลังได้ API Key รหัสยืนยันสองชั้น และข้อมูลสำคัญจากการฟิชชิงและมัลแวร์


สิ่งที่ Binance ทำ คือออกประกาศในวันเดียวกัน ยอมรับต่อสาธารณะว่าเกิดการละเมิดความปลอดภัยครั้งใหญ่ ระงับการฝากและถอนทันที เปิดเผยสาเหตุเบื้องต้น และยืนยันว่าจะใช้เงินกองทุนคุ้มครองผู้ใช้งานของ Binance ชื่อว่า SAFU ชดเชยความเสียหายทั้งหมด โดยลูกค้าไม่ต้องรับภาระ

นั่นอาจไม่ใช่การบริหารที่สมบูรณ์แบบ แต่หลายฝ่ายมองว่า เป็นการรับมือที่สะท้อนหลักธรรมาภิบาล เพราะบริษัทเลือกเปิดเผยข้อเท็จจริง แม้จะกระทบต่อชื่อเสียงของตัวเอง

แต่เมื่อย้อนกลับมาดูกรณีของ Bitkub วันนี้ ประเด็นที่สำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวโทษ เป็นข้อกล่าวหาว่า บริษัทและอดีตกรรมการที่เกี่ยวข้อง นำส่งข้อมูลอันเป็นเท็จต่อ ก.ล.ต.


สังคมจึงตั้งคำถามต่อมาว่า ในช่วงเวลานั้น ระบบธรรมาภิบาลของบริษัททำงานอย่างไร และการเลือกที่จะปกปิดข้อเท็จจริง หรือซุกไว้ใต้พรมแทนการบอกความจริงแก่นักลงทุน…มันถูกต้องแล้วหรือ?

แม้จะมีอดีตผู้บริหารอย่าง นายสกลกรย์ สระกวี
อดีตกรรมการบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด
ออกมายอมรับผิดว่าเป็นผู้ตัดสินใจที่จะเลือกไม่เปิดเผยเหตุการณ์ต่อสาธารณะ เพราะกลัวว่าจะเกิด Bank Run คนแห่ถอนสินทรัพย์จนทำให้ปัญหาลุกลามและกระทบลูกค้าในวงกว้างได้ก็ตาม…นั่นจึงเป็นข้อกล่าวอ้างโดยใช้นักลงทุนเป็นตัวประกันมากกว่า

ข้อเท็จจริงอีกด้านที่น่าสนใจคือ นายใหญ่อย่างท็อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา กลับดูเหมือนลอยตัวอยู่เหนือปัญหานั้นไปแล้ว แต่จะบอกว่าไม่รู้ ไม่เห็นย่อมไม่ได้

เพราะภายหลังเกิดเหตุ Bitkub เคยออกแถลงการณ์ชี้แจงต่อสาธารณะว่า นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท และผู้ร่วมก่อตั้งอีกคน เป็นผู้ร่วมดำเนินการจัดหาเหรียญคริปโทมาคืนให้ครบภายในระยะเวลาประมาณ 5 เดือน เพื่อชดเชยสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ข้อเท็จจริงนี้ย่อมสะท้อนว่า ผู้บริหารระดับสูงได้รับทราบถึงเหตุการณ์การแฮ็กและมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาหลังเกิดเหตุแล้ว ส่วนจะรู้เห็นในเรื่องการปกปิดข้อมูลด้วยหรือเปล่านั้นยังต้องพิสูจน์


ที่น่าสังเกตอีกอย่าคือฐานะของ“ท๊อป” ซึ่งเป็นเพียงผู้ถือหุ้นใหญ่ ในบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัดทำหน้าที่ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด เท่านั้น แต่ไม่ปรากฎรายชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม

นี่อาจจุดที่ทำให้เขาหลีกเลี่ยงกฎหมายทั้งในบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด และในบริษัทในกลุ่มที่เหลืออีก 5 บริษัทได้เมื่อเกิดเหตุอะไรขึ้นก็ตาม

ท้ายที่สุด ไม่ว่าคดีจะลงเอยอย่างไร เหตุการณ์นี้ได้ตั้งคำถามสำคัญต่อธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทยว่า


เมื่อเกิดวิกฤต สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่การถูกแฮ็ก แต่คือองค์กรเลือกบอกความจริงและรายงานต่อหน่วยงานกำกับอย่างโปร่งใสหรือไม่ เพราะนั่นคือหัวใจของคำว่า “ธรรมาภิบาล” ที่นักลงทุนคาดหวังจากผู้ให้บริการทุกราย