วันนี้ (23 ก.ค.2569) รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก รศ.ดร.เสรี
ศุภราทิตย์ ว่าช่วงปลายปีนี้จนถึงต้นปีหน้า ประเทศไทยมีโอกาสสูงกว่า 90% ที่จะเผชิญกับ “วิกฤตภูมิอากาศสองเด้ง” ระหว่างซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Nino) กับ โลกเดือด จำเป็นต้องพร้อมรับมือ “ภัยพิบัติคู่ขนาน” พร้อมคาดการณ์ภายในปีนี้ จะมีพายุเกิดขึ้นอีก 10-17 ลูก
🔴 การ Update สถานการณ์ล่าสุดมีความเป็นไปได้มากกว่า 90% (JAMSTEC) ประมาณปลายปีนี้จนถึงต้นปีหน้าที่ปรากฎการณ์ Super El Nino จะเกิดขึ้น เราจึงเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า “วิกฤตภูมิอากาศสองเด้ง” ระหว่าง Super El Nino กับ โลกเดือด ดังนั้นเราจึงควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท อะไรก็เกิดขึ้นได้ และคาดการณ์สภาพอากาศได้ยากเพราะเราไม่เคยเจอ
🔴 ย้อนดูข้อมูลการเกิดพายุในมหาสมุทรแปซิฟิกใน 4 ปีที่เกิดปรากฏการณ์ El Nino พบว่าตั้งแต่ปี 2526, 2540, 2558 (Super El Nino) มีพายุเกิดขึ้นมากกว่าค่าเฉลี่ย (ประมาณ 25 ลูก) และมักมีเส้นทางโค้งขึ้นไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก (ไต้หวัน เกาหลี จีน ญี่ปุ่น) โดยมีพายุ 1 ลูกที่เข้าไทยโดยตรงคือพายุลินดาในปี 2540 และต่อมาในปี 2566 (Strong El Nino) มีพายุเกิดขึ้นเพียง 17 ลูก และไม่เข้าประเทศไทยเลย เนื่องจากมีปรากฎการณ์ซ้อนทับคือ PMM (Pacific Meridional mode ในกรอบสีน้ำเงิน) ที่เป็นความกดอากาศสูง ปรากฎการณ์ Super El Nino ปี 2569 มีการคาดการณ์จะมีพายุเกิดขึ้นอีก 10-17 ลูก (รวมทั้งปี 21-28 ลูก) จึงต้องติดตาม และเฝ้าระวังต่อไป
🔴 ดังนั้น กลไกรับมือภัยพิบัติคู่ขนานตามนโยบายของรัฐบาลจึงมีความจำเป็น (Dual-Mode Operation) กล่าวคิอ
1) โหมดน้ำหลาก : การกักเก็บ ชะลอ กระจายน้ำส่วนเกินเข้าสู่เครือข่ายแก้มลิง ลดปริมาณน้ำหลากสูงสุด และชลอน้ำไม่ให้ทะลักเข้าเมือง หรือพื้นที่เศรษฐกิจอย่างฉับพลัน
2) โหมดน้ำแล้ง : การจัดการด้านอุปสงค์ (Demand-side management) บนความต้องการที่แท้จริง และมีประสิทธิภาพ การกระจายเชื่อมโยง แก้มลิง หล่อเลี้ยงทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนขนาดเล็กทุกลุ่มน้ำย่อย สำหรับการอุปโภค บริโภค การเกษตร และรักษาระบบนิเวศ