SCC ชี้แนวโน้มครึ่งปีหลังเศรษฐกิจมีความท้าท้ายสูงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์เมื่อเทียบครึ่งปีแรก แต่มั่นใจรับมือได้อย่างเข้มแข็ง มั่นใจAdjusted Cash EBITDA ปีนี้สูงกว่าปีก่อน แย้มโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่ LSP เวียดนามคาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนกำหนด และมีแผนนำเข้าอีเทนตลาดจรมาผลิตก่อน ส่วนการร่วมทุนระหว่างSCGC-PTTGC อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นคาดได้สรุปกันยายนนี้
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลัง 2569 ยังท้าทายสูงจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะในตะวันออกกลางซึ่งกังวลว่าลุกลามเป็นสงครามภูมิภาค ทำใหราคาพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมีผันผวน การแข่งขันด้านราคาสินค้าที่รุนแรง เงินเฟ้อที่สูง แต่บริษัทมั่นใจว่าจะรับมือได้อย่างเข้มแข็ง และมั่นใจว่า Adjusted Cash EBITDA ทั้งปีนี้ จะดีกว่าปี 2568 หรือสูงกว่า 5.4-5.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากในครึ่งปีแรกทำได้แล้ว 42,913 ล้านบาท และภาพรวมธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังนี้ บริษัทจะยังสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง
โดยแผนการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ การบริหารซัพพลายเชนยังสำคัญ ซึ่งสินค้าจากจีนยังคงไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทมองว่าเป็นทั้งโอกาสและชาเลนจ์ หากร่วมมือกับพาร์ทเนอร์จีนทำให้เกิดความเข้มแข็ง ส่วนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ บริษัทจะคุมหนี้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทั้งนี้ SCC ผ่านจุดวิกฤตแล้ว เพราะดูจากหลายธุรกิจ ทั้งธุรกิจซีเมนต์ และแพกเกจจิ้งที่เติบโตขึ้น ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีก็ต้องปรับตัว ซึ่ง 1 ปีที่ผ่านมาพบว่าธุรกิจปิโตรเคมีแย่ทั่วโลก แต่เชื่อว่าหลังจากนี้ กำลังการผลิตล้นตลาดจะลดลงและเริ่มเห็นธุรกิจมีกำไร ทำให้ภาพรวมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะปรับตัวดีขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป
ส่วนปี 2570 บริษัทยังคงเร่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจด้วยกลยุทธ์ระยะกลาง อาทิ ผลักดันโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ที่เวียดนาม การร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจใหม่ การบริหารฐานผลิตอาเซียน การปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ และการนำหุ่นยนต์-AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งจะแล้วเสร็จในปลายปี 2570
นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC)กล่าวว่า ในไตรมาส2/2569 ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบส่งผลกระทบต่อการจัดหาวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน โรงงานปิโตรเคมีหลายแห่งหยุดหรือปรับลดกำลังการผลิต ทำให้อุปทานในตลาดโลกลดลง 40 ล้านตันจากทั้งหมด 200ล้านตัน ส่งผลให้ราคาพอลิเอทิลีน (PE) และพอลิโพรพิลีน (PP) ปรับตัวสูงขึ้น ดันสเปรดเพิ่มด้วย ทำให้ SCGC กำไรสำหรับงวด 5,898 ล้านบาท Adjusted Cash EBITDA 15,600 ล้านบาท
เดิมบริษัทมีแผนขึ้นโรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) ที่หยุดไปชั่วคราวกลับขึ้นมาผลิตอีกครั้งในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้ แต่ต้องเลื่อนออกไปจากเหตุเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกกลางระลอกใหม่ทำให้มีการปิดทะเลแดง นอกเหนือจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การจัดหาน้ำมันดิบและวัตถุดิบปิโตรเคมี คือแนฟทา ที่เคยผ่านทะเลแดงทำไม่ได้ ต้องเดินเรืออ้อมไปไกลขึ้นอีก ทำให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นอีก ส่งผลให้ราคาแนฟทาที่เคยปรับลดลงมาอยู่ที่ 600กว่าเหรียญสหรัฐ/ตัน ล่าสุดดีดขึ้นไปอยู่ที่ 980 เหรียญสหรัฐ/ตัน
ปัจจุบันบริษัทจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งนอกช่องแคบฮอร์มุซ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงงาน (Optimization) การเพิ่มปริมาณการขายสินค้า HVA และการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ
นายศักดิ์ชัย กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะขยายการหยุดปิดซ่อมบำรุงโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ (MOC)ออกไปอีก1 ปีจากเดิมที่มีกำหนดปิดซ่อมบำรุงในปลายปีนี้ หรือจะปิดซ่อมบำรุงMOCตามกำหนด แล้วเปิดเดินเครื่องโรงงานROC แทน คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้ ส่วนสำรองวัตถุดิบมีเพียงพอผลิตได้ถึงสิ้นเดือนสิงหาคมนี้
ทั้งนี้ ในไตรมาส2/2569 บริษัทขายหุ้น 14.86% ใน PT Chandra Asri Pacific Tbk. (CAP) อินโดนีเซีย มูลค่าธุรกรรมราว 24,900 ล้านบาท ช่วยลดภาระหนี้และจัดสรรเงินไปลงทุนโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ที่เวียดนาม มูลค่าเงินลงทุน 500ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งการก่อสร้างถังเก็บอีเทนมีความคืบหน้ากว่า 60% ให้พร้อมเริ่มดำเนินการผลิตเร็วกว่าที่ตั้งไว้เดิมในปลายปี 2570 ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะนำเข้าอีเทน ตลาดจร(Spot) มาผลิตก่อนจนกว่าการต่อเรือเรือขนส่งอีเทยจะแล้วเสร็จตามกำหนดในปลายปีหน้า ทำให้สามารถเดินโรงงานปิโตรเคมีLSP ได้เร็วขึ้น จากปัจจุบันอยู่ระหว่างการหยุดเดินเครื่องชั่วคราว
ส่วนความคืบหน้าการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่างบมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC)และ บมจ. เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC )ยังอยู่ระหว่างเร่งศึกษาความเป็นไปได้คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนกันยายนนี้ ซึ่งโครงการนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงด้านการจัดหาวัตถุดิบให้กับSCGC
สำหรับผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 SCCมีรายได้จากการขาย 259,570 ล้านบาท กำไรสำหรับงวด 17,758 ล้านบาท หากไม่รวมรายการพิเศษ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ จะมีกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 12,649 ล้านบาท และมี Adjusted Cash EBITDA (กระแสเงินสดที่ไม่รวมการปรับปรุงมูลค่าสินค้าคงเหลือ การด้อยค่า และรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำของธุรกิจที่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด) อยู่ที่ 42,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ อนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล จากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2569 ในอัตรา 3.5 บาทต่อหุ้น เป็นเงิน 4,200 ล้านบาท หรือคิดเป็น 24% ของกำไรสำหรับงวดครึ่งปีแรก 2569 โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 21 สิงหาคม 2569 กำหนดวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผล (XD) ในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 และกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 6 สิงหาคม 2569