รัฐบาลเปิดเกมรุกกวาดล้างเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าทำเหมืองขุดสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งใหญ่ ภายใต้ปฏิบัติการ SILENT VOLT หลังพบการต่อไฟแรงสูงโดยตรงเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระค่าไฟ ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 280 ล้านบาท พร้อมยึดเครื่องขุดกว่า 1,900 เครื่อง และขยายผลสอบสวนถึงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง สะท้อนการยกระดับปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหาประโยชน์จากทรัพยากรของประเทศ
รัฐบาลเปิดฉากปฏิบัติการครั้งใหญ่ในการปราบปรามเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าทำเหมืองขุดสินทรัพย์ดิจิทัล หลังพบพฤติการณ์แอบต่อระบบไฟฟ้าแรงสูงโดยตรงเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระค่าไฟ สร้างความเสียหายต่อรัฐหลายร้อยล้านบาท พร้อมส่งสัญญาณชัดว่าจะไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีถูกใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบอีกต่อไป
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงผลปฏิบัติการ SILENT VOLT ภายหลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 7 จุด เพื่อทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าประกอบกิจการเหมืองขุดสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมี พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และนายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมแถลงรายละเอียดของคดี
สาระสำคัญของปฏิบัติการครั้งนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจับกุมผู้กระทำผิดหรือการตรวจยึดของกลาง แต่เป็นการเดินหน้าตัดวงจรอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่อาศัยเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสร้างผลประโยชน์มหาศาลบนความเสียหายของรัฐ ทั้งในมิติการดำเนินคดี การติดตามทรัพย์สิน และการขยายผลไปยังผู้บงการหรือเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้ขบวนการดังกล่าวกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มที่ ตราบใดที่ดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล แต่จะไม่ยอมให้ผู้ใดใช้เทคโนโลยีเป็นช่องทางลักลอบใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคและระบบเศรษฐกิจของประเทศ
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ตรวจสอบเส้นทางการนำเข้าเครื่องขุดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างละเอียด ทั้งประเภทสินค้าที่สำแดงต่อศุลกากร วัตถุประสงค์ของการนำเข้า ตลอดจนเส้นทางการกระจายสินค้า เพื่อหาคำตอบว่าเครื่องขุดจำนวนมหาศาลเหล่านี้เข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างไร และมีผู้ใดเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว
คำสั่งดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การสอบสวนของรัฐไม่ได้มุ่งเฉพาะปลายทางที่เป็นสถานที่ตั้งเหมืองขุดเท่านั้น แต่กำลังขยายไปยังต้นทางของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การนำเข้า การครอบครอง การจำหน่าย ไปจนถึงแหล่งเงินทุนที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดโปงเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่กว่าที่ปรากฏในปัจจุบัน
นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่า รัฐบาลจะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ควบคู่กับการยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและการตรวจสอบเชิงรุก เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ รักษาความมั่นคงด้านพลังงาน และสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
สำหรับปฏิบัติการ SILENT VOLT เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายในจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดนครปฐม หลังสืบสวนพบเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อทำเหมืองขุดสินทรัพย์ดิจิทัล ด้วยวิธีต่อเชื่อมระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูงระดับ 22 กิโลโวลต์โดยตรง ผ่านบริเวณบูชชิ่งด้านแรงสูงของหม้อแปลงไฟฟ้า โดยไม่ผ่านเครื่องวัดของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
วิธีการดังกล่าวทำให้ผู้กระทำผิดสามารถใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาลโดยแทบไม่ปรากฏการใช้ไฟในระบบตรวจวัด ถือเป็นการดัดแปลงระบบไฟฟ้าที่มีความเสี่ยงสูงต่อความปลอดภัยของโครงข่าย และอาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่โดยรอบ หากเกิดความเสียหายต่อระบบจำหน่ายไฟฟ้า
ผลการตรวจค้นโรงงาน 2 แห่ง เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดเครื่องขุดสินทรัพย์ดิจิทัลได้ประมาณ 1,900 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าของกลางราว 200 ล้านบาท ขณะที่ความเสียหายจากการลักลอบใช้ไฟฟ้าเบื้องต้นประเมินไว้ประมาณ 280 ล้านบาท
พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ยังเข้าตรวจค้นบ้านพักและสำนักงานของผู้เกี่ยวข้องอีก 5 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดนครปฐม พบพยานหลักฐาน เอกสาร และข้อมูลสำคัญจำนวนมาก ซึ่งอาจเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติมจากคดีที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ
ขณะที่นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้ย้ำชัดว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อทำเหมืองขุดสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งไม่ใช่เพียงการลักทรัพย์ของรัฐ แต่ยังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ความมั่นคงด้านพลังงาน และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งนายกรัฐมนตรีกำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงาน เร่งสืบสวนขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการทุกระดับ พร้อมดำเนินคดีโดยไม่เลือกปฏิบัติและไม่มีข้อยกเว้น
ข้อมูลจากการสอบสวนยังสะท้อนขนาดของผลประโยชน์ที่ขบวนการดังกล่าวได้รับ หากเหมืองขุดที่ใช้เครื่องประมาณ 2,000 เครื่องดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะต้องชำระค่าไฟฟ้าประมาณเดือนละ 22 ล้านบาท แต่ในคดีนี้กลับมีการชำระค่าไฟเพียงเดือนละ 10,000-25,000 บาท เท่านั้น
ช่องว่างดังกล่าวไม่ใช่เพียงตัวเลขค่าไฟที่หายไป หากแต่สะท้อนการสูญเสียรายได้ของรัฐอย่างต่อเนื่อง การบิดเบือนต้นทุนการแข่งขัน และการเอาเปรียบผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างสุจริต เพราะธุรกิจที่ลักลอบใช้ไฟฟ้าย่อมมีต้นทุนต่ำกว่าผู้ประกอบการที่ชำระค่าไฟเต็มจำนวนอย่างมหาศาล
ในทางกฎหมาย คดีนี้จึงไม่ได้มีมิติของการลักใช้ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาจเข้าข่ายความผิดฐานลักทรัพย์ไฟฟ้าของทางราชการ ความผิดฐานฟอกเงิน รวมถึงความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาคาร สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุข ซึ่งล้วนมีโทษรุนแรงและเปิดช่องให้รัฐสามารถติดตามอายัดทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้
ปฏิบัติการ SILENT VOLT จึงไม่ได้เป็นเพียงการทลายเหมืองขุดสินทรัพย์ดิจิทัลผิดกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญของภาครัฐในการจัดการอาชญากรรมเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสร้างผลกำไรบนต้นทุนของสังคม และเป็นสัญญาณว่าการบังคับใช้กฎหมายกำลังขยายจากการจับผู้ปฏิบัติ ไปสู่การสาวถึงโครงข่ายทางการเงิน ผู้สนับสนุน และผู้มีอำนาจที่อาจอยู่เบื้องหลังทั้งขบวนการ.