กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมฉลองวันมะม่วงแห่งชาติ เชิญชวนประชาชนช่วยกันอุดหนุนมะม่วง GI จำนวน 13 รายการ จาก 9 จังหวัด เพื่อช่วยสนับสนุนและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร เผยปัจจุบันสร้างรายได้ทางการตลาดปีละกว่า 1 พันล้านบาท “มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก” แชมป์ทำรายได้สูงสุด ตามด้วยมะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านโหล่น มะม่วงขายตึกแปดริ้ว และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เนื่องในวันมะม่วงแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา กรมได้ทำการสำรวจมะม่วงที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) พบว่า มีจำนวนสูงถึง 13 รายการ จาก 9 จังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก ภาคกลาง มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงเขียวเสวยแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงขายตึกแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงแรดแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) มะม่วงยายกล่ำนนทบุรี มะม่วงน้ำดอกไม้คุ้งบางกะเจ้า (สมุทรปราการ) มะม่วงน้ำดอกไม้สมุทรปราการ มะม่วงมันหนองแซงสระบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านแฮดขอนแก่น มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านโหล่น (ชัยภูมิ) ภาคตะวันออก มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว และภาคใต้ มะม่วงเบาสงขลา ซึ่งปัจจุบันสร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 1,066 ล้านบาท ในปี 2568
ทั้งนี้ ยังมีสินค้ามะม่วงอีก 3 รายการ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียน GI ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี มะม่วงน้ำดอกไม้หนองวัวซอ (อุดรธานี) และมะม่วงบ้านมาบเหียงปราจีน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของเกษตรกรและชุมชนในการนำระบบ GI มาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าเกษตรท้องถิ่น
“มะม่วง GI ในแต่ละพื้นที่ ต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เกิดจากปัจจัยด้านภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และภูมิปัญญาการผลิตของเกษตรกรในท้องถิ่น ส่งผลให้มะม่วง GI มีคุณลักษณะโดดเด่นทั้งในด้านรสชาติ คุณภาพ และมาตรฐานการผลิต ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างความแตกต่างจากสินค้าทั่วไป แต่ยังเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่มีกำลังซื้อสูงทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตรคุณภาพและสินค้ามีเรื่องราวเชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิด อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม พัฒนากระบวนการผลิต และบริหารจัดการสินค้าอย่างมีมาตรฐาน นำไปสู่การสร้างรายได้และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาว”นางอรมนกล่าว
สำหรับ 5 อันดับมะม่วง GI ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงสุดในปี 2568 ได้แก่ 1.มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก 767.18 ล้านบาท 2.มะม่วงน้ำดอกไม้สระแก้ว 171.15 ล้านบาท 3.มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านโหล่น (ชัยภูมิ) 33.311 ล้านบาท 4.มะม่วงขายตึกแปดริ้ว 10.436 ล้านบาท และ 5.มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา มูลค่ากว่า 7.2 ล้านบาท
นางอรมนกล่าวว่า กรมจะเดินหน้าส่งเสริมมะม่วง GI ไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การยกระดับระบบควบคุมคุณภาพ การพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ไปจนถึงการขยายช่องทางตลาดผ่านกิจกรรมและงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการเชื่อมโยงสินค้ากับห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรดชั้นนำ ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการ GI และยังให้ความสำคัญกับการต่อยอดสินค้า GI สู่ผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและตอบโจทย์ตลาดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ โดยสนับสนุนการแปรรูปผลิตภัณฑ์และใช้มะม่วง GI เป็นวัตถุดิบในเมนูสร้างสรรค์ อาทิ เครื่องดื่ม ขนมหวาน ผลไม้อบแห้ง ไอศกรีม ซอส และผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริโภค เชื่อมโยงกับธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ พร้อมสร้างรายได้ในมิติต่าง ๆ อย่างยั่งยืน
“กรมขอเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนมะม่วง GI และเลือกซื้อสินค้าที่มีตราสัญลักษณ์ GI ไทย เพื่อส่งเสริมเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งต่ออัตลักษณ์สินค้าเกษตรไทยสู่โอกาสทางการค้าใหม่ ๆ สร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน และร่วมผลักดันมะม่วงไทยให้เป็นสินค้าเกษตรคุณภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล”นางอรมนกล่าว
การส่งเสริมสินค้า GI เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นเครื่องมือยกระดับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน และยังเป็นไปตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สินค้าไทย และผลักดันสินค้าอัตลักษณ์ที่มีศักยภาพเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ