xs
xsm
sm
md
lg

เอเซียพลัส ชี้วิกฤต 3 สงครามกำลังเขย่าตลาดโลก ชูกลยุทธ์หลบภัย DELTA-BDMS-CPALL เด่น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



บล.เอเซีย พลัส ประเมินภาพรวมตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากปัจจัยเสี่ยงหลัก 3 ประการ หรือ 3 สงคราม (ภาค 2) ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยงโดยตรง ได้แก่:

สงครามตะวันออกกลาง (Middle East War 2.0) สถานการณ์ยกระดับความรุนแรงขึ้น โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าอิหร่านกำลังถูกโจมตีอย่างหนักและยังไม่พร้อมทำข้อตกลง พร้อมขู่ว่าจะโจมตีสะพานและโรงไฟฟ้าของอิหร่านหากยังคงโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านก็ขู่ตอบโต้ด้วยการพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและสินทรัพย์ของสหรัฐฯ วิกฤตนี้ทำให้การเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบจะกลายเป็นศูนย์ และผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นต่อเนื่องใกล้แตะระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

สงครามการค้า (Trade War 2.0) สหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้ารอบใหม่กับคู่ค้ากว่า 60 ประเทศทั่วโลก (รวมถึงไทย) ในอัตรา 10%-12.5% ก่อนที่ภาษีชั่วคราว 10% จะครบกำหนดในวันศุกร์นี้ ที่น่ากังวลคือ ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูง เนื่องจากสหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลด้วยสูงสุดเป็นอันดับ 7 ของโลกในปี 2568 (จากเดิมอันดับ 13 ในปี 2561)

สงครามเทคโนโลยี (Tech War 2.0): การแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีนกลับมารุนแรงขึ้น หลังจากสตาร์ทอัพจีน MOONSHOT AI เปิดตัวโมเดล KIMI K3 ขนาด 2.8 ล้านล้านพารามิเตอร์ ซึ่งเตรียมเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีแบบ Open-weight ในวันที่ 27 ก.ค. 2569 ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้ออกมากล่าวอ้างว่า Moonshot AI อาศัยข้อมูลจากโมเดลของสหรัฐฯ และใช้ประเทศไทยเป็นฐาน Server (ชิป GB300) ในการฝึกโมเดล

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2/69 ของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ALPHABET (GOOG US) รายงานกำไรและรายได้สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก โดยรายได้รวมอยู่ที่ 1.19 แสนล้านดอลลาร์ (+24% YoY) และกำไรต่อหุ้น (EPS) พุ่งขึ้นถึง 294% YoY แตะ 9.11 ดอลลาร์ ปัจจัยหนุนหลักมาจากธุรกิจ Cloud ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 82% YoY รับอานิสงส์ความต้องการใช้ Agentic AI ส่งผลให้บริษัทปรับเพิ่มเป้าหมายงบลงทุน (CAPEX) ขึ้นเป็น 1.95 2.05 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่ม AI Infrastructure ทั่วโลก

ในทางกลับกัน TESLA (TSLA US) แม้จะมีรายได้รวม 2.82 หมื่นล้านดอลลาร์ (+26% YoY) และยอดขายรถยนต์ EV ฟื้นตัวแตะ 4.8 แสนคัน แต่กำไรต่อหุ้นกลับหดตัว 18% YoY เหลือ 0.33 ดอลลาร์ สาเหตุหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ร่วงลงเหลือเพียง 16.8% จากการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือดในตลาดจีน

ส่วนปัจจัยในประเทศ ฝ่ายวิจัยประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 ของบริษัทจดทะเบียน (จาก 129 บริษัท คิดเป็น 86% ของ Market Cap) จะอยู่ที่ 2.93 แสนล้านบาท ซึ่งแม้จะลดลง 2.1% QoQ และ 3.8% YoY จากฐานที่สูงในปีที่แล้ว แต่ก็มีหลายอุตสาหกรรมที่เติบโตโดดเด่น เช่น ปิโตรเคมี, บรรจุภัณฑ์ (PKG), เกษตร (AGRI), ICT และการท่องเที่ยว

สิ่งที่น่าสนใจคือ นับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2569 เป็นต้นมา ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS Revision) ของตลาดหุ้นไทย (SET) ถูกปรับเพิ่มขึ้นถึง 3.8% ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองเพียงดัชนี Dow Jones และสวนทางกับตลาดหุ้นเพื่อนบ้านที่ถูกปรับลดลง

ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส จึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนเพื่อรับมือความผันผวนจาก 3 สงคราม โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่รอดพ้นและได้ประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน, ประกันภัย, การแพทย์, ปิโตรเคมี และค้าปลีก

โดยแบ่งการลงทุนเป็น 2 ธีมหลัก ได้แก่

หุ้นที่คาดว่ากำไรเติบโตทั้ง QoQ และ YoY: แนะนำ IVL, PTTGC, BCP, TRUE, SCGP, DOHOME, PTTEP, ADVICE, SC, ADVANC, PTT และ MASTER

หุ้นที่กำไรยังเติบโตแต่ราคา Laggard: แนะนำ BCPG, AMATA, DELTA และ CRC

โดยให้หุ้น DELTA, BDMS และ CPALL เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความปลอดภัยจากภาวะสงครามและไม่มีคะแนนผลกระทบติดลบ