ICBC ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกวัดตามสินทรัพย์ พร้อมกับธนาคารใหญ่อีกสามแห่งในจีนสั่งให้นักเทรดทองคำรายย่อยปิดสถานะหรือรับมอบทองกายภาพภายในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 หลังราคาทองในตลาดเซี่ยงไฮ้ดิ่งจากเกือบ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์มาสู่ระดับต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน ซึ่งบางธนาคารตอบสนองด้วยการปรับอัตราหลักประกันสูงถึง 140% มาตรการนี้ไม่ใช่การห้ามซื้อทองคำโดยทั่วไป แต่มุ่งปิดตายช่องทางการเก็งกำไรทองกระดาษแบบมีเลเวอเรจผ่านแอปธนาคารโดยเฉพาะ เป็นการปิดฉากผลิตภัณฑ์ที่รัฐบาลปักกิ่งต้องการถอนออกจากระบบมาตั้งแต่วิกฤตน้ำมันปี 2563
ตามรายงานของ South China Morning Post อ้างอิงแถลงการณ์ของ ICBC เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมาระบุชัดว่า ธนาคารจะยุติบริการประมูลส่วนบุคคลสำหรับสัญญาในตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ ครอบคลุมตราสารหลายรายการ รวมถึง Au99.99, Au(T+D), mAu(T+D) และ Ag(T+D) หลังจากการชำระราคาวันที่ 24 กรกฎาคม ช่องทางเข้าใช้งานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแอปมือถือ ธนาคารออนไลน์ หรือเคาน์เตอร์สาขา จะถูกปิดลง และผู้ที่ยังมีสถานะค้างอยู่หลังจากนั้นจะสูญเสียความสามารถในการปิดสถานะ ขายออก หรือรับมอบโลหะ Postal Savings Bank of China, Ping An Bank และ China Guangfa Bank เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน
แรงกดดันทางการเงินที่อยู่เบื้องหลังคำสั่งนี้มาจากทิศทางราคาที่รุนแรง ทองคำในตลาดเซี่ยงไฮ้พุ่งขึ้นเกือบ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงต้นปีก่อนดิ่งลงต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน คิดเป็นการย่อตัวกว่า 28% ในช่วงเวลาสั้น ธนาคารบางแห่งอย่าง Bank of China และ China CITIC Bank ตอบสนองด้วยการปรับอัตราหลักประกันขึ้นสูงถึง 140% กล่าวคือนักเทรดต้องวางเงินประกันมากกว่ามูลค่าของสถานะที่ถือครองอยู่ ซึ่งทำให้การถือสัญญาด้วยเงินกู้ไม่มีเหตุผลทางการเงินอีกต่อไปในทางปฏิบัติ
ขณะที่บริบทประวัติศาสตร์ซึ่งจีนไม่อยากให้ซ้ำรอย คือวิกฤต Crude Oil Treasure ในเดือนเมษายน 2563 เมื่อผลิตภัณฑ์ซื้อขายน้ำมันฟิวเจอร์สของ Bank of China ระเบิดครั้งใหญ่หลังราคาน้ำมันฟิวเจอร์สดิ่งสู่ติดลบ นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากต้องชดใช้เงินจากการถือสัญญาที่เชื่อว่าราคาไม่มีทางต่ำกว่าศูนย์ได้ ผู้กำกับดูแลตอบสนองด้วยการจำกัดบัญชีรายย่อยใหม่บนตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ภายในเดือนเดียวกัน และกระบวนการทยอยปิดวงจรนี้ไม่เคยหยุด ในเดือนธันวาคม 2568 ICBC และ China Construction Bank เริ่มปิดบัญชีที่ไม่ได้ใช้งานและคืนเงินประกันที่เหลือให้ลูกค้าแล้ว การสั่งปิดครั้งนี้จึงเป็นการปิดประตูสุดท้ายของกระบวนการที่เริ่มมาหกปีแล้ว
สิ่งที่ยังดำเนินต่อไปตามปกติคือการซื้อทองคำแท่งกายภาพ แผนออมทอง และกองทุน ETF ทอง นั่นคือผลิตภัณฑ์ที่ให้นักออมสามัญสร้างสถานะทองได้โดยไม่ต้องกู้เงิน สิ่งที่สิ้นสุดลงคือการเดิมพันด้วยเงินกู้บนทิศทางราคาทองผ่านบัญชีธนาคาร ซึ่งเป็นประเภทธุรกรรมที่กลายเป็นพิษในปี 2563 และอันตรายอีกครั้งในฤดูใบไม้ผลินี้
ขณะที่ภาพรวมของเงินในระบบก็สื่อความหมายในตัวเอง BullionVault รายงานเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนว่า ในช่วงที่ธนาคารจีนผลักรายย่อยออกจากตลาดทอง ผู้บริหารกองทุนรวมรายใหญ่ที่สุดของจีนก็กำลังจำกัดกระแสเงินเข้าสู่กองทุนที่เน้น AI data center หลังราคากองทุนเหล่านั้นพุ่งขึ้นกว่า 306% จาก World Gold Council ยังระบุในรายงานจีนประจำเดือนพฤษภาคมว่า หุ้นภายในประเทศที่ผลตอบแทนน่าดึงดูดกำลังดึงความสนใจนักลงทุนออกจาก ETF Gold ทำให้กองทุนเหล่านั้นมีเงินไหลออกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ปักกิ่งไม่ได้แค่ปิดผลิตภัณฑ์เสี่ยง แต่กำลังดูเงินครัวเรือนไหลจากการพนันกู้ยืมบนโลหะมีค่า เข้าสู่ตลาดส่วนที่รัฐกำกับดูแลได้ง่ายกว่า
แม้ว่าทาง ICBC เตรียมที่จะยุติการซื้อขายทองคำกระดาษ ในทางกลับกันธนาคารกลางจีน (People's Bank of China) ก็ได้ซื้อทองคำเข้าคลังเพิ่มกว่า 10 ตันในเดือนพฤษภาคม ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 ติดกัน ผลักสำรองทองคำทางการขึ้นสู่ประมาณ 2,331 ตันหรือราว 9% ของทุนสำรองทั้งหมด ช่องทางสำรองระดับชาติกับการเก็งกำไรรายย่อยจึงเป็นเกมที่แยกขาดออกจากกันอย่างชัดเจน
สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดทอง ตัวเลขที่ควรจับตาในสัปดาห์นี้คือ Shanghai gold premium เทียบกับ London spot หากนักเทรดจีนเลือกรับมอบทองกายภาพแทนการปิดสถานะ ส่วนต่างราคาระหว่างสองตลาดจะขยายกว้าง ซึ่งจะเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าอุปสงค์ทองกายภาพจีนยังมีความแข็งแกร่ง และอาจส่งแรงสนับสนุนต่อราคาทองโลกรวมถึงตลาดทองไทย หากส่วนต่างยังคงนิ่งก็หมายความว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเพียงการทำความสะอาดความเสี่ยงในพอร์ตธนาคาร ไม่ใช่สัญญาณที่จะสั่นตลาดทองโลกในระยะใกล้